ใส่ใจเวอร์

posted on 20 Apr 2012 18:24 by doggiestyle
1. 
ระยะหลังๆ ที่เขียนหนังสืออยู่กับบ้านแล้ว สัญญากับตัวเองว่าจะพยายามออกจากบ้านอาทิตย์ละครั้ง 2 ครั้ง
เพื่อไปเขียนงานนอกบ้าน เปลี่ยนบรรยากาศบ้าง
มีความรู้สึกว่า งานที่เขียนในบรรยากาศที่ไม่คุ้นเคย กับการได้ดูคนแปลกหน้า จะได้งานที่ไม่นิ่ง เมื่อเทียบกับงานที่นั่งเขียนอยู่บ้านเฉยๆ

2.
วันนี้ไปเขียนงานที่เซ็นทรัลแจ้งวัฒนะ
ก่อนจะเริ่มเขียนแวะกินฮะจิบังแก้หิวก่อน

สั่งเมนูฮะจังราเมน (เมนูนี้เปล่าวะ ที่ราคา 50 บาทน่ะ)
พร้อมกับข้าวสวย 1 จาน
ไม่นานพนักงานก็เอาข้าวสวยมาเสิร์ฟ

อีกพักใหญ่ๆ ราเมนที่สั่งก็ตามมา
ข้าวสวย...เย็นเฉียบ
 
3.
ผมนั่งคิดว่าทำไมน้องคนนั้นต้องเอาข้าวสวยมาเสิร์ฟก่อนทั้งๆ ที่ราเมนยังไม่ได้
ข้าวสวยที่เสิร์ฟก่อนตั้งนานในห้องแอร์ มันจะเย็นนะ ข้าวสวยเย็นๆ มันกินอร่อยเหรอ?
หรือว่าน้องคนนั้นชอบกินข้าวสวยเย็น
หริอว่าน้องคน ไม่ได้คิดอะไรเลย แค่ทำให้งานให้เสร็จ
หรือว่า น้องคน ไม่ได้ฝึกให้ใส่ใจงานตัวเอง
 
4.
ตามนิสัยพื้นเพ คนไทยมักจะเป็นคนง่ายๆ อะไรก็ได้ ยังไงก็ได้ ไม่ซีเรียส  
มันก็เลยทำให้เราบางครั้ง ไม่ใส่กับรายละเอียดเท่าที่ควรรึเปล่านะ?
...ไม่ต้องทำก็ได้มั้ง ไม่เป็นไรหรอก จะอะไรนักหนานะ ช่างมันเถอะ
 
5. 
วันก่อนผมไปอิเกีย พบของสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมประหลาดใจ และรู้สึกดีที่ได้เจอ
มันคือหมอนสำหรับคนนอนตะแคง, หมอนสำหรับคนนอนคว่ำ และหมอนสำหรับคนนอนหงาย
เหี้ยไรวะ ทำไมต้องเวอร์ด้วยวะ
แล้วตลอดชีวิตกูนี่นอนหมอนผิดแบบมาตลอดเลยเรอะ?
แม่งเวอร์ชิบหาย
 
6.
ที่ญี่ปุ่น ในร้านไดโซะ ร้านที่มีสารพัดสิ่ง ตั้งแต่ที่เราเดาได้ว่าเอามาทำอะไร ถึงสิ่งที่เรามองแล้วสงสัยว่า 
"นี่มันทำเหี้ยอะไรวะ"
วันนั้นเจอ ถุงเท้าครึ่งเท้า
มันเป็นถุงเท้าปกติที่ใส่นิ้วแต่ละนิ้ว แต่มันมีถุงเท้าแค่ครึ่งฝ่าเท้า ไม่ถึงส้นเท้า
...มึงทำมาเพื่ออะไรวะ?
 
 
 
7.
ผมชอบเวลาที่เห็นไอ้ของพวกนี้ ไอ้พวกหมอนนอนตะแคง ไอ้พวกถุงเท้าครึ่งเท้า
ไอ้พวกของเวอร์ๆ ที่เราเห็นแล้ว จะแอบคิดว่า
ตอนที่คิดจะทำไอ้สิ่งเหล่านี้...พวกแม่งคิดอะไรกันอยู่วะ?
แม่งเวอร์ชิบหาย
หรือว่า พวกแม่งไม่ได้คิดอะไรเลย
แค่ใส่ใจก็พอ
 
 
8.
ในใจผมแอบหงิดหงุดกับข้าวสวยเย็นๆ ตรงหน้า
ตักน้ำซุปราเมนใส่ข้าวสวย แล้วตักข้าวสวยชุมราเมนใส่ปาก
เราอย่าไปเวอร์เลยว่ะ
ช่างมันเถอะ
 
 
 
โอเค...
เรื่องมีอยู่ว่า Social Network คือเครือข่ายที่เข้าถึงกัน เพื่อนเรารู้อะไร เราก็จะรู้ตาม 
แต่เวลาที่มีเรื่องทีไร ข้อมูลจะล้นทะลัก จนไม่รู้ว่าอะไรจริง อะไรไม่จริง
รูปที่แชร์ล่ะ ข้อมูลที่ส่งต่อล่ะ มึงเยอะไปไหม 
แล้วกูดูไหม? ดู
 
นี่เป็นวิธีการของวิชัยเอง อาจจะไม่ดีจริง หรืออาจจะไม่เวิร์ค แต่ผมคิดว่าเป็นวิธีที่ดีสำหรับผมที่ใช้แล้ว สบายใจ
 
Social network ในทีนี้หมายถึง Facebook และ ทวิตเตอร์เท่านั้นนะ

โอเค เวลาที่เกิดเหตุการณ์แล้วเหตุการณ์ที่ว่ามันกระเพื่อมมาถึง Social network เราจะทำยังไง
ไม่ยากครับ ผมทำแบบนี้
 
1. หาแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ
ใครๆ ก็พูดแบบนี้ แล้วอะไรที่น่าเชื่อถือล่ะ?
ก็โง่ๆ ควายๆ ก็ทวิตเตอร์ของสำนักข่าว หรือผู้สื่อข่าว แค่นั้นก็พอแล้วครับ
แล้วไม่ต้องตามเยอะนะครับ ถ้าข้อมูลมันจริง และน่าเชื่อถือ...แหล่งข่าวไหนๆ มันก็เหมือนกันแหละ
 
1.2 รู้แค่พอรู้
สมมุติจะมีสึนามิ เราก็รู้แค่ จะมีสึนามิ จะมากี่โมง ที่ไหนบ้าง
แค่นั้นพอ...
ไม่ต้องพยายามจะไปหาบทวิเคราะห์วิจารณ์ห่านจกสารพัดโบกอะไรเลยครับ
รู้ไปเพื่อ? เนี่ยนะ ที่นั่นที่ไหว แค่นั่น เมื่อสามสิบปีก่อนเคยเกิด ถ้าปีนี้เกิดค่าGdp จะลด น้ำมันจะขึ้น
เยอะมั้ยครับ?
ยิ่งเยอะ ยิ่งยากครับ

2. ไม่ต้องพยายามหาข่าว
ต่อเนื่องจากข้อ 1. เมื่อเราได้แหล่งข้อมูลที่เราติดตามแล้ว ได้เนื้อข่าวที่ครอบคลุมเหตุการณ์เวลานั้นแล้ว
พอครับ 

ไม่ต้องพยายามเป็นแหล่งข่าวซะเอง ด้วยการพยายามหาข้อมูลให้เร็วกว่าชาวบ้าน
แบบว่า เอ๊ะ! คนนี้รายงานสด ถ้ากูแชร์ไปเนี่ย คนต้องมาแชร์ต่อกันตรึม โคตรเท่ว์
คือได้ข่าวช้ากว่าคนอื่นบ้างเนี่ย...ไม่เจ็บนะ ไม่มีใครเก็บไปล้อนะ

มันเหมือนติดยาบ้าอะ ดูดเองดีๆ แล้วอยากเป็นคนขายบ้างอะไรบ้าง
ตรงนี้แหละ เอ็งจะปวดกบาลกับข่าวที่มั่ว
และถ้าเราไม่ควบคุมการรับข่าวเอง...เราเองจะปวดตับเพราะข่าวที่มากขึ้นเท่ากับเราปวดหัวเอง
 
 
3. ไม่ต้องแชร์ก็ได้มั้ง
ระยะหลังเริ่มมีกระแสประมาณ คิดก่อนแชร์ หรือ ตั้งสติก่อนแชร์ เพราะข้อมูลมั่วส่วนใหญ่มันก็มาจากการแชร์กันเรื่อยเปื่อย แบบกดแชร์แล้วโลกจะเย็นลง หรือกดแชร์แล้วจะมีการแจกทองประมาณนั้น

พอมีคนบอกว่า ตั้งสติก่อนแชร์ 
ก็มีคนมาถามต่อว่า...แล้วจะรู้ได้ยังไงอะว่าอันไหนจริง อันไหนมั่ว
 
วิธีการง่ายๆ คือ ไม่ต้องแชร์แม่งเลย
สิ่งที่ถูกแชร์มาก มีคนกดไลค์มาก ไม่ได้แปลว่ามันคือความจริงนะ
แยกให้ออกระหว่าง ถูกต้อง กับ ถูกใจ
สิ่งที่ถูกใจเรา ในรูปนั้น มันอาจจะไม่ถูกต้องก็ได้นะ

อ่านแล้วเหมือนเห็นแก่ตัวนะ
แต่ผมเชื่อว่าถ้าทำแล้ว "อาจจะ" อาจจะทำให้คนอื่นเดือดร้อน ก็อย่าทำมันเลย
ไม่ต้องแชร์อะไรทั้งนั้น เห็นแล้วก็ดูเฉยๆ
ถ้าข้อมูลเหล่านั้นมันจริง เพื่อนๆ เราที่เล่นทวิตเตอร์ และเฟสบุ๊คอยู่ มันก็เห็นเหมือนกับเรานี่แหละ
 

สุดท้าย

อย่าปล่อยข่าวมั่ว
สมมุติว่าบ้านเราไฟไหม้ เราตะโกนเรียกให้คนมาช่วย
มีคนเอาน้ำมาช่วยราด แต่มีคนนึงบอกว่าถังน้ำนี้เป็นน้ำ
เรามองไม่เห็น หยิบมาราด พรึ่บ ไฟไหม้หนักกว่าเดิม เพราะไอ้น้ำในถังเสือกเป็นน้ำมัน

อย่าปล่อยข่าวมั่วนะ
มันเหี้ย 
 
 
สวัสดี

ไกรวิเชียรส์ ช่างกล้า