อะไรยังไงในโรงแรม#2
posted on 15 May 2008 23:57 by doggiestyle in 5starStoryมาถึงตอนที่สองกันแล้ว กับเอนทรีต่อเนื่อง ใครที่ยังไม่เคยอ่านตอนแรก >> คลิก ตรงนี้ครับ
ตอนนี้ สนับสนุนโดย ยาระบายตรากบงมเข็ม (ระวังของเลียนแบบนะครับ ของแท้ กบต้องงมเข็มอยู่ หากเห็นกบแสดงว่าเป็นของปลอม)
เอ้า...เข้าเรื่องเลยละกัน..ตอนนี้ไม่มี ฮี
นะครับ แต่หวังว่าทุกท่านจะเพลิดเพลินได้อยู่
กุญแจห้อง
ผมมั่นใจว่าหลายคนที่ไปพักโรงแรมแล้วต้องมีประสบกาณ์เสื่อมๆ เมื่อกุญแจห้องทะลึ่งหาย แล้วโดนโรงแรมเก็บตังค์ค่ากุญแจ ซึ่งก็เป็นเงินจำนวนหนึ่งอยู่ ทั้งๆที่ดูแล้วมันก็กุญแจธรรมดาๆ ที่สามารถไปตัดใหม่ที่ร้านลุงหว่างหน้าเซเว่นปากซอยนี่หว่า เอ๊ะหรือว่ามันเป็นกุญแจแร่ผสมอะลูมีเนียมบริสุทธวะ
แล้วความคิดดังกล่าวก็จะจบลงด้วย
"ก็แม่งโรงแรมนิ...อะไรอะไรแม่งก็แพงหมดแหละ"
โรงแรมส่วนใหญ่เดี๋ยวนี้ใช้คีย์การ์ดกันหมดแล้ว ซึ่งเวลากุญแจหายก็ไม่มีอะไรมาก แค่ไปขอใหม่ก็พอ แต่บางโรงแรมที่เป็นโรงแรมชายทะเลที่ร้อนชื้น อาจจะยังใช้วิธี old school กุญแจบ้านกันอยู่ ไม่ใช่โรงแรมไม่ทันสมัยครับ แต่เพราะอุปกรณ์ไฮเทคบางอย่างมันก็ไม่สามารถอยู่ในภูมิอากาศบางที่นั่นเองครับ
ส่วนตัวผมที่เป็นคนทำงานโรงแรมก็ชอบใช้การ์ดเหมือนกันครับ เพราะสะดวก ไม่ต้องมาคอยเก็บกุญแจเวลาแขกมาฝากไว้
และที่สำคัญที่สุดไม่ต้องมาคอยปวดกะบาลซากอ้อยตดเล็ดตามกุญแจคืนจากแขกเวลาเช็คเอาท์
มีครั้งหนึ่งตอนที่ผมเป็นเด็กฝึกงาน วันนั้นยุ่งชุลมุมระดับตะลุมบอนเลยครับ เพราะมีกรุ๊ปเกาหลีประมาณ 80ห้อง เช็คเอาท์
ตอนนั้นแคชเชียร์คนเก็บเงินกับ ต้อนรับส่วนหน้ายังไม่รวมกันนะครับ
พี่แพมซึ่งถือว่าเป็นแคชเชียร์มือหนึ่ง ได้ทำหน้าที่มารับมือไอ้กรุ๊ปมหาภัยนี้
ซึ่งอย่างที่บอกว่า โรงแรมที่ใช้กุญแจนั้นพวกเราต้องมาน้ำลายเปียกคางคอยตามกุญแจคืน
เหมือนทำบุญมาเพื่อกาลนี้ ผมได้รับหน้าที่ตามกุญแจ
"ไอ้แว่น! กุญแจครบมั้ยวะ" พี่แพมถามในขณะที่กรุ๊ปเช็คเอาท์เริ่มจะหมดแล้ว
"เดี๋ยวพี่ ดูอยู่"
"เออ...ขาดอีกสามห้องพี่"
พี่แพมทำหน้าที่แกต่อไป ส่วนผมก็หันรีหันขวางมาหาแขกแปลกหน้าที่ยังไม่ได้คืนกุญแจ
จนกระทั่งทั้งกรุ๊ปคืนห้องหมดแล้ว
"เฮ้ย...แว่นกุญแจครบมั้ย"
"เอ่อ...ขาดไปห้องหนึ่งพี่"
ตอนนั้นน่ะ รถบัสออกจากหน้าล๊อบบี้ไปแล้วครับ
พี่แพมยกหูโทรศัพท์
"ฮัลโหล...ประตูหน้าเหรอ...ปิดประตูเลย แล้วให้รถวนกลับขึ้นมาทวงกุญแจห้องก่อน"
พี่แพทโหดมากครับ เล่นกันงี้เลย
แขกบนรถแตกตื่นโกลาหลนึกว่าจะโดนโรงแรมเถื่อนจับไปขายที่ติมอร์ตะวันออก
เฮ้ย! กุญแจห้องหายนี่แม่งคอกุดเมียตายขนาดนี้เลยเหรอวะ? โอเคอาจจะไม่สิ้นชาติตูดแหกถึงขนาดเรียกรถบัสกลับมาหรอกครับ แต่นี่เรื่องใหญ่พอๆกับที่ทั่นสมัครรู้ว่ามีแมวถูกทิ้งเกาะเลยนะเนี้ย
บางคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องระดับ...เล็กๆซิวๆ โอเค...ในการที่กุญแจไม่ได้คืนเคาร์เตอร์
แต่เรามาดูความเป็นไปได้กัน...
1. เราไม่รู้ว่ากุญแจดอกนั้นอยู่กับแขกเอง หรือแขกทำหาย หรือลืมไว้ที่ไหนรึเปล่า
1.1 ไม่ว่าจะหายหรือลืมไว้ ก็ไม่ดีทั้งนั้นเพราะ ถ้ามีคนเก็บได้...
1.1.1 ถ้ามีคนเอามาคืนก็แล้วไป แต่ถ้าเข้าไปขโมยของในห้องพักละแย่แน่ๆ
1.1.1.1 แต่ถ้าไอ้เปรตที่มีกุญแจ มันเสือกรอให้มีแขกเข้าไปพัก แล้วเข้าไปขโมยละ? ชิบหายครับ
นั่นก็คือทำไมกุญแจถือว่าเป็นเรื่องใหญ่
แล้วอะไรคือมาตรการเวลากุญแจหายล่ะ
ส่วนใหญ่แล้วจะเปลี่ยนลูกบิดประตูเลยครับ ทีนี้กุญแจที่หายมันก็ไม่สามารถกลับมาเปิดห้องพักได้อีก
และนั่นมันก็คือเหตุผลที่ว่าทำไมเราถึงโดนคิดเงินด้วยวะ ก็แค่กุญแจหนึ่งดอกหาย
ครั้งหนึ่งเมื่อตอนอยู่ภูเก็ต คืนนั้นมีแขกทำกุญแจหาย...ยอมรับเลยว่า ไม่ใช่แค่แขกที่เซ็งตอนทำกุญแจหาย พนักงานก็เซ็งเหมือนกันเพราะต้องเป็นหน้าที่ ที่ต้องมาเปลี่ยนลูกบิด เปลี่ยนลูกบิดแล้วก็ต้องมาดูเรื่องกุญแจอีก
ห้องทุกห้องต้องมีกุญแจสำรองครับ แต่ไม่รู้ยังไงไอ้ห้องนั้นมันเปิดไม่ได้ วิชัยก็หันไปทางพี่ช่างด้วยสายตา
"ยังไงต่อดีวะพี่"
พี่ช่างยืนแคะขี้มูกสองที..
"เดี๋ยวพี่มานะ ไปเอาเครื่องมือก่อน"
พี่หายไปแค่หนึ่งอึดใจ กลับมาด้วยเครื่องมือไม้ชนิดหนึ่ง
หน้าประมาณหนึ่งฝ่ามือ ยาวประมาณหนึ่งเมตร
ดูจากหน้าตาแล้วเหมือนเคยเห็นมาก่อน
อืม..คุ้นๆว่า แถวบ้านเรืยกเครื่องมือชนิดนี้ว่า..ไม้หน้าสามนี่หว่า
ก่อนที่ผมจะสงสัยหรืออ้างปากถามว่า ไอ้ไม้หน้าสามมันจะมาทำอะไรกับการเปิดประตูครับ
พี่เค้าก็สาธิตวิธีสะเดาะลูกบิดประตูที่ทารุณที่สุดในประวัติศาสตร์การสะเดาะลูกบิดประตู
เรียกว่าหวดกระหน่ำฟาดด้วยหน้าที่ก็ไม่ผิดนัก
ป๊าก! ป๊าก! ป๊าก~
พี่แกก็หวดไปเรื่อยๆด้วยสีหน้าที่เรียบเฉย เหมือนพี่แกเคยรับจ้างตีวัวสลบตามโรงฆ่าสัตว์รึเปล่า ถึงได้เลือดเย็นนัก
สภาพลูกบิดประตูก็ค่อยๆ เป็นไปตามชื่อของมัน คือค่อยๆบิดไป บิดไป จนหลุด
ประตูเปิด...เปลี่ยนลูกบิด ช่างกลับบ้าน
วิชัยอึ้งแดก ครับอึ้งแดก
จะตึงไปไหน
สงสัยมั้ยว่าทำไมแม่บ้านต้องปูเตียงจนตึงวะ ตึงจนแม่งผ้าจะขาดอยู่แล้วมั้ง
ใครไม่สงสัย ไอ้แว่นสงสัยครับ ซึ่งจะว่ากันตรงๆ
ผมก็มาสงสัยเป็นจริงเป็นจังก็ตอนที่จะเขียนเอนทรี อะไรยังในโรงแรมนี่แหละ เพราะต้องคอยสงสัยแทนคนอ่านว่ามีอะไรน่าสงสัยบ้าง
ช่วงเดือนที่ผ่านมา ผมไล่ถามแม่บ้านทุกคนที่ผมเจอว่า
ทำไมพวกพี่ต้องปูเตียงให้ตึงด้วยครับ
เชื่อมั้ยครับว่า ผมจะไม่ได้คำตอบเท่าไหร่ แต่จะได้คำถามแทน
"มึงจะรู้ไปทำไมวะ"
ฮ่าๆๆๆ บ้าชิบเป๋ง ที่ไม่มีใครสามารถให้คำตอบที่ดีได้เลยว่ะ
มีแต่คนบอกว่าที่ต้องปูผ้าตึงเพราะจะได้รู้สึกถึงความเรียบร้อย สะอาด
และที่สำคัญที่สุดคือ ความที่ผ้าปูที่นอนเรียบตึง เท่ากับ ยังไม่มีใครมาใช้
จะรู้สึกอย่างไรว่า ถ้าเราเข้าห้องพักเป็นครั้งแรก แล้วเจอผ้าปูที่นอนยับๆ ผมว่ามันก็คงจะแย่พอๆกับเข้าไปขี้แล้วเจอ "ปัจฉิมลิขิต" เต็มโถจากคนก่อนหน้านี้
มีสิ่งหนึ่งที่ผมจะรู้สึกเซ็งมากครับ เวลามีคนมาขอดูห้องแล้วทะลึ่งนั่งลงบนเตียง
ผมรู้สึกแย่มากว่า เหมือนมีคนแปลกหน้าเข้ามาขี้ที่ห้องรับแขกบ้านผมว่ะ
เวลาไปดูหน้องที่โรงแรมไหน อย่าไปนั่งนะครับ เพราะถ้าเตียงมีรอยยับนิดหนึ่ง มันจะเห็นง่ายมากแล้วแม่บ้านต้องเข้ามาทำความเรียบร้อยอีกครั้ง
ผมเคยไปพักโรงแรมที่ปูเตียงตึงๆครับ ตึงซะจนต้องใช้กำลังควายมาแงะเพื่อเสือกตัวเข้าไปนอนระหว่างที่นอนและผ้าปู แล้วต้องใช้แรงควายอีกครั้งเพื่อนอนตะแคง แล้วทั้งคืนผมนอนสตาฟแบบนั้นจนเช้า
ไม่ต้องให้คนอื่นมาสงสัยหรอกครับ ผมเองก็สงสัยว่า
มึงจะรีบตึงไปไหนวะ?
turndown bed service
นี่เป็นบริการในโรงแรมอย่างหนึ่งที่ผมว่าหลายๆไม่รู้ หรืองงๆ อยู่
ครับ turndown bed service ไม่ใช่การพลิกเตียงอย่างที่คำมันบอกนะครับ
มันเรียกเป็นภาษาไทยว่า บริการเปิดเตียง
อย่างที่ผมเกริ่นไว้ข้างบนนะครับว่า เตียงแม่งจะตึงไปโอลิมปิครึไง
ที่ผมต้องใช้พลังซุปเปอร์ไซย่า เพื่อเสือกตัวเข้าไปนอน เพราะว่าไม่มีใครเข้ามาเปิดเตียงให้ตังหาก
คือห้องพักโรงแรมเนี้ย จะมีการ set up สองแบบครับ
แบบกลางวันและแบบกลางคืน แต่ละโรงแรมจะจัดไม่เหมือนกัน
กลางวันผ้าม่าน อาจจะเปิดให้แสงอ่อนๆจากข้างนอกเข้ามา รีโมทอาจจะวางไว้ข้างทีวี บนเตียงอาจจะมีหมอนจัดวางอยู่สวยงามแต่ไม่เหมาะที่จะนอน

กลางคืนผ้าม่าน อาจจะปิด รีโมท น้ำดื่มวางอยู่ตรงหัวเตียง มีรองเท้าแตะวางไว้ที่ข้างเตียง
เตียงจะที่ตึงเมื่อกลางวันจะถูกดึงออกมา จัดวางเข้าไปใหม่โดยที่มีชายเปิดอยู่เพื่อให้ง่ายกับเราในการนอน
(ขอโทษทีครับ หารูปใหญ่ๆชัดๆ ไม่ได้ครับ) จะสังเกตได้ว่า ตรงผ้าหม่มีการเปิดไว้ให้เราเข้าไปนอน
บางโรงแรมตอน turndown อาจจะมีของขวัญเล็กๆน้อยหให้ เช่นโรงแรมหนึ่งให้ชุดนอนที่ปักชื่อเราไว้
บางโรงแรมมีนิทานพื้นเมืองให้เราอ่านก่อนนอน
บางคนอ่านถึงตรงนี้ อาจจะพึ่งรู้ว่า โรงแรมมีบริการแบบนี้อยู่...ไม่แปลกครับ เพราะคนต่างชาติเองก็ไม่รู้เหมือนกัน
มีอยู่ที ผมโทรไปหาแขกเกาหลีว่าต้องการ turndown bed มั้ย แขกบอกว่าเดี๋ยวก่อนครับ
หายไปสักพัก...แขกมารับโทรศัพท์ หอบๆ แล้วบอกว่า
"that's ok, i dont have anything under my bed" 
กูละอยากไปกระโดดแม่น้ำปิงให้ตายสักสามรอบ
ใช้พลังงานอีกประมาณข้าวหนึ่งมื้อเพื่ออธิบายว่า อะไรคือ turndown bed
เดาซิว่า โคเรียแมนจะทำอย่างไรก่อน
โคเรียแมน: ห๊ะ...(loading...)
วิชัย: .....that's right. have a nice day.
อย่าถามว่า แขกเข้าใจรึเปล่า...เพราะผมก็ไม่รู้เหมือนกัน!