การจากลา ที่ไม่มีจริง...
posted on 31 Mar 2008 08:36 by doggiestyle in iloveit, whatsoever
เอนทรีนี้ทีแรกตั้งใจจะใช้เพลง ด้วยรักและผูกพัน เวอร์ชั่น SLUR มาประกอบ แต่พอเขียนเสร็จแล้ว เนื้อเรื่องดูไม่ค่อยเหมาะกับเพลงกระโดดยังไงไม่รู้
เอางี้ เลือกเอาเองละกันครับ ชอบอันไหนก็ฟังอันนั้นละกัน อันที่ผม autoplay ไว้เป็นเพลงในล็อบบี้โรงแรมผมเองครับ หวังว่าคงชอบ
_________________________________________________________________
การจากลา จะเป็นได้แค่ตัวหนังสือในนิยาย และมีตัวตนอยู่จริงๆในความรู้สึกของคนระหว่างสองคนเท่านั้น
ผมเป็นคนไม่เชื่อในการจากลาครับ
อ่านแล้วเหมือนผมเป็นกระด้างๆใช่มั้ยครับ
แต่ผมคิดอย่างนี้เงียบๆมาตั้งนานแล้ว ขอบคุณพื้นที่อุดมคติแห่งนี้ที่ผมสามารถบอกใครๆในสิ่งผมคิด
จำได้แม่นว่าในงานปัจฉิมลิขิตตอนมอสาม ที่ครูบาอาจารย์มาพูดเรื่องราวซึ้งๆ เด็กๆมานั่งกอดคอกันร้องไห้ แลกเสื้อนักเรียนกันเขียน "กูรักมึง" "คิดถึงกูบ้างนะ" ทำกันอย่างกับจะไปเรียนต่อกันที่ดาวพฤหัสกัน บอกกันตรงๆว่า เป็นแค่ครั้งนั้นครั้งเดียวในชีวิตที่ผมรู้สึกอินกับการจากลา แต่ก็แค่ชั่วข้ามคืนเท่านั้นครับ เพราะวันต่อมา เราก็กลับมาเจอกันเหมือนเดิม มอสี่เราก็เรียนโรงเรียนเดียวกันอีก ผมยังแอบคิดอยู่เลยว่า กูจะมาร้องไห้ทำแมวเซาอะไรวะ เพราะสองวันต่อมากูก็เจอกับพวกมึงอยู่ดี จะมีก็ส่วนน้อยมากๆ ที่ไปเรียนต่อที่อื่นต่างจังหวัด ซึ่งเราก็มาเฮฮากันทุกปิดเทอม แล้วปีหนึ่งๆ ปิดเทอมสองหนซะดัวยนะ
การจากลา จะเป็นได้แค่ตัวหนังสือในนิยาย
ยิ่งในยุคตาข่ายสัมพันธ์ที่โลกทั้งโลกเล็กซะจนทุกสิ่งทุกอย่างมันอยู่ในคำว่า Google.com และปลายเอื้อมของ mouseของเราแล้วครับ แล้วยังมี msnเอย webcamเอย emailเอย โปรแกรมเซตต่างๆ นี่ยังไม่พูดถึงโทรศัพท์มือถือ ที่เราสามารถคุยกันได้ตลอดเวลาอีกด้วย
แต่สิ่งทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมาข้างต้น มันเทียบไม่ได้เลยกับการที่เราเจอหน้ากัน สวมกอดกันจริงๆ
อันนี้ผมไม่เถียงครับ
แต่ในความคิดผม ไอ้การที่เราอยู่ห่างกัน คิดถึงใครสักคนแล้วรู้ว่าอีกคนเค้าก็คิดเหมือนกันเราอยู่ ผมว่ามันมีความสุขมากเหมือนกันนะครับ ถึงแม้ที่จริงอยู่ว่ามันอาจจะเจ็บปวดมากในการที่ต้องรอให้ได้พบกันอีกสักครั้ง
ส่วนตัวผมที่ชีวิตการทำงานส่วนใหญ่อยู่ต่างจังหวัด เจอกับแฟนผมปีละนับครั้งได้ ซึ่งผมก็ยอมรับว่าไอ้การโทรศัพท์หากันอย่างเดียว มันไม่เคยพอเลยครับ ยิ่งเชทอะไรด้วยแล้ว เราทั้งคู่ไม่เคยทำกันเลยครับ
ผมจะไม่คิดถึงช่วงเวลาที่ห่างกันทั้งคู่มันจะเลวร้ายแค่ไหนหรือมันจะทำให้เราเหงาใจแค่ไหน
แต่ผมจะคอยคิดถึงช่วงเวลาสั้นๆที่เราจะได้เจอกัน ทำดีต่อกัน รักกันมากขึ้น ยิ่งเราห่างกัน ยิ่งเราอดทนหนักแน่นต่อช่องว่างและเวลามากเท่าไหร่ ก็แปลว่าเราสำคัญต่อกันและกันมากแค่ไหนครับ
แต่ถ้า...ใครสักคนเกิดอ่อนใจกับช่องว่างที่เกิดขึ้นแล้วมันไม่ได้เป็นไปอย่างที่คิดไว้ ก็อย่าโกรธอะไรกันเลยครับ
คนเรามันก็เนื้ออ่อนๆด้วยกันทั้งคู่แหละครับ ในอ้อมแขนของเวลาเรื่องอะไรจะเกิดมันก็เกิด
เพราะฉนั้นแล้วอย่าเก็บคำรักไว้พูดกันเฉพาะโอกาสสำคัญครับ มีโอกาสก็พูดก็บอกกันเข้าไปครับ
อย่ากลัวว่าอีกคนจะเบื่อ เพราะอย่างน้อยมันก็ดีกว่าให้อีกคนมาเดาใจกันเองครับ
การจากลา มีตัวตนอยู่จริงๆในความรู้สึกของคนระหว่างสองคนเท่านั้น
การจากลาที่จริงจังที่สุดในโลกนี้ก็คงอยู่ในความรู้สึกของเรากันเอง ถึงแม้นความตายจะเป็นการจากลาที่เป็นจริง
แต่ผมก็ยังคิดว่า ความชิงชัง ยังเป็นสิ่งที่สามารถทำให้คนหายไปจากโลกได้น่ากลัวกว่าความตายซะอีก คนรักจากกัน เรายังคิดถึง และยังสามารถจับต้องในความรู้สึกนึกคิดและรู้สึกได้บ้างครั้งว่าเค้ายังอยู่กับเรา
แต่ความชิงชังนี่ซิ มันสามารถทำให้ใครสักคนหายไปจากโลกได้เลยนะครับ ไม่ได้พยายามบอกว่า ผมเป็นเทพเจ้าที่ไม่เคยเกลียดชังใคร ผมเคยมีครับ เยอะด้วย (แต่คนละอย่างกับเกาหลีนะครับ กรณีโคเรียน่าจะเป็นเกลียดแบบรำคาญมากกว่า)
แต่เชื่อเถอะครับ มันไม่มีใครเกลียดกันจริงๆหรอก เราแค่ไม่เข้าใจกันและกันมากกว่า คนอื่นมันก็แค่ไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดไว้มากกว่า
ความรักก็เช่นกันครับ หากว่าเราต้องอยู่กับคนที่หมดรักแล้ว ก็ปล่อยๆไปเถอะ อยู่ไปมันก็มีแต่ทำร้ายความรู้สึกของเรา แยกให้ออกว่าอันไหนคือความรัก ความผูกพัน
อันไหนความรัก และความเสียดาย กลัวที่จะเสียคนที่เรารักไปโดยที่ลืมตัวเองไปว่า
ความจริงแล้วคนเราทุกคนกลัว และรับไม่ได้ที่จะอยู่คนเดียวมากกว่าจะเสียคนรักไปเสียอีก
อ่านเอนทรีนี้แล้ว เวลาไปส่งเพื่อนเรียนต่างประเทศ ต่างจังหวัด จากที่เราจากลาด้วยคำพูดที่ว่า
"โชคดีนะ"
ลองเพิ่มอีกคำเข้าไปเป็น
"โชคดีนะ แล้วเจอกัน"
เพราะการจากลากันจริงๆ มันอยู่ในความรู้สึกเราเท่านั้นเองครับ
ป.ล. รู้สึกว่าเอนทรีนี้ไม่ตลกเลยว่ะ
ป.ล.2 จากเอนทรีที่แล้วจู่ๆมีน้องคนหนึ่งเข้ามาบอกลาผม ผมไม่รู้ว่าบอกลาในทีนี้น้องเค้าหมายความว่าอะไร แต่ผมสัมผัสได้ถึงความจริงจังของน้องเค้า น้องเค้าก็ทำให้มีเอนทรีขึ้นมาครับ ถึงบรรทัดสุดท้ายแล้ว
ตัวผมเองก็คงมีแค่ตัวหนังสือบอกว่า จงหนักแน่นมีสติกับสิ่งที่ทำ ถ้าทำได้ยินดีด้วย, ถ้าทำไม่ได้ ช่างมันเถอะ แล้วเริ่มต้นใหม่อีกครั้งก็ยังได้

บล็อกเฮียเปิดระบบแบนสัก 5 ชั่วยามได้มั้ง

แต่เอาเข้าจริงๆ เพื่อนกันยังไงก็เจอกันอีก
#1 By wesong on 2008-03-31 09:23