โีรงแรมห้าดาว..ยังไงต่อ
posted on 11 Apr 2008 05:21 by doggiestyle in 5starStory
ผมว่าผมและใครอีกหลายๆคนจะมีภาพจำ กับโรงแรมห้าดาวสมัยก่อนว่า จะต้องเป็นจำพวกตุ๊กตาแอ่นตูดยืนเยี่ยว รูปปั้นช้างควายๆ ตียงนอนต้องมีหมอนเยอะๆ และอะไรอีกหลายอย่างที่เรามองหาตามชีวิตประจำวันไม่ได้เลย อกจากในโรงแรมเท่านั้นจนเมื่อประมาณห้าหกปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเริ่มรู้จักจริงจังกับคำว่า boutique Hotel
คำว่า บูติคโฮเตล ไม่ใช่คำที่ใหม่ขนาดนั้นนะครับ เพราะมันมีมานานก่อนหน้านั้นพอสมควรแล้ว
ผมไม่รู้ว่าจะมีใครขัดใจเหมือนผมรึเปล่าว่า ทำไมสมัยนี้ที่ไหนๆ ก็บูติค ที่ไหนๆก็ฮิปกันเต็มบ้านเต็มช่องไปหมด ึ่งจะว่าไปมันก็เหมือนยุคหนึ่งที่แชมพูสยามประเทศจะต้องทำให้ผมดำเงางามในหนึ่งอาทิตย์
วันนี้ขอว่ากันด้วย บูติคโฮเตล กับ กับโรงแรมห้าดาวกันครับ
บูติคโฮเตล ซึ่งหากว่ากันตามตำราเปรี๊ยะๆแล้วก็แปลว่า โรงแรมห้าดาวขนาดเล็ก จำนวนไม่เกิน 150 ห้อง โดยมี โรงแรม Morgan hotel ใน new york เป็นแห่งแรกของโลก (ตามข้อมูลจาก wikipedia)
ถ้าเปรียบไปแล้ว โรงแรมห้าดาวทั่วไปก็คือโทรศัพท์โนเกีย ที่มีร้อยยี่สิบฟังก์ชั่นการใช้งาน
ตั้งแต่ตัดต่อวิดีโอ ไปจนถึงแผนที่ดาวเทียม ซึ่งเอาเข้าจริงๆ มันจะมีไปทำตุ้ยแมวอะไรครับ
ไอ้ตัดต่อวีดีโอเนี้ยอย่าว่าแต่ ชั่วชีวิตหนึ่งจะได้ใช้รึเปล่า จะใช้เป็นกันรึเปล่าตังหาก
แล้วไอ้แผนที่ดาวเทียมอีกจะมีไปทำเล็บขบอะไรไม่รู้ ทำอย่างกับจะต้องข้ามเขาดอยอินทนนย์ไปทำงานแล้วเดินหลงอยู่ในป่าทุกวันเว้นวันตอนกลับบ้าน
บูติคโฮเตล ก็คงคล้ายกับ โซนี่อิริคสัน ที่ฟังก์ชั่น มีเฉพาะที่เพียงพอให้ใช้เท่านั้น
ส่วนโมโตโลร่า ไม่ขอเอ่ยถึง เพราะต้องจบปริญญาตรีเอกวิศรกรรมถึงใช้ดี มือถือไรไม่รู้ใช้ยากชิบหาย
โรงแรมทั้งสองแบบมีข้อแตกต่างที่ชัดเจนกันมาก ประหนึ่งอภิสิทธ์หน้าตาดีกับ...ตุณก็รู้ว่าใคร หน้าฮิปโป นั่นก็คือ โรงแรมบูติคมีการตกแต่งที่ราบเรียบแนว minimalism แต่โรงแรมห้าดาวจะเป็นแบบหรูหราฟู่ฟ่าไปเลย
(โรงแรม four seasons กรุงเทพ)
(the morgan, dublin)
แต่ไม่ได้หมายถึงบูติคคุณภาพจะไม่ดีเท่าห้าดาวธรรมดานะครับ
เพราะทั้งสองประเภทจะมี "feature" และ "Benefit" ที่ไม่ต่างกัน..
Feature แปลตามพจนานุกรมว่า ลักษณะเด่น หรือ แปลเป็นไทยอีกทีว่า สิ่งที่มี
(ให้ลองนึกถึง ปกซีดีเพลงฮิปฮอปต่างๆ จะพบประโยคทำนองว่า "eminem feat. dido")
benefit แปลตามพจนุกรมว่า ผลประโยชน์ หรือ แปลเป็นไทยชาวบ้านอีกทีว่า สิ่งที่ได้
ถ้าโรงแรมห้าดาว จะมาแนวที่แม่งโคตรจะหรูมีไอ้ช่อไฟระย้าสามสิบแปดช่อ ชักโครกก็เป็นงาช้างแกะสลักลายเฮอร์คิวรีสแบกถังรองขี้
โรงแรมบูติค ก็จะตัดรายละเอียดทุกอย่างออกไป feature จะไม่เหมือนกันโดยสิ้นเชิงแต่ benefit จะยังคงเหมือนกัน
ไฟระย้าสามสิบแปดช่อ อาจจะทำเป็นท่อไฟหนึ่งท่อลงมาตรงๆ แต่ใช้หลอดไฟชนิดที่พิเศษกว่าเพื่อแสงสว่างที่พอๆกัน ชักโครกก็เป็นชักโครกที่ออกแบบธรรมดาแต่ทำให้เรามั่นใจกล้าตดดังๆ ได้โดยไม่เกรงใจรูปแกะสลัก เวลากดน้ำ เสียงอาจจะนิ่มกว่า
(the morgan, dublin)
เตียงนอนของโรงแรมห้าดาวอาจจะมีเสากระโดงสี่ต้นรอบเตียงมีมุ้ง มีผ้าหม่แล้วมีผ้าคลุมเตียง แล้วก็มีหมอนสิบใบที่ไม่ค่อยได้ประโยชน์อะไรมาก นอกจากเอามาปาหัวกัน กับเอาไว้ขนนกข้างในหมอนมายัดรูจมูกเล่นกัน
(โรงแรม four seasons George V ฝรั่งเศส)
(จำไม่ได้อ่ะ ว่าโรงแรมอะไร...แหะ แหะ โต้ดที
)
เตียงนอนของโรงแรมบูติคอาจจะเป็น เตียงสีขาวธรรมดาๆ ผ้าหม่สีขาวอีกหนึ่งผืน กับหมอนอีกสองใบที่ดูๆแล้วก็เหมือนโรงแรมสองดาวตามสี่แยกทั่วๆไป
แต่ชุดเครื่องนอนเป็นของนำเข้า เตียงนอนอาจเป็นเตียงที่ทำพิเศษ ผ้าปูที่นอนทอด้วยเส้นใยมากกว่า หมอนเป็นหมอนที่อัดด้วยขนเป็ดช่วงคอเท่านั้น (ขนเป็ดช่วงคอจะได้ขนที่อ่อนนุ่นกว่าตรงต้นขาร่องตูดหรือบริเวณอื่นๆของเป็ดครับ)
(โรงแรม Liberly สมุย...ขอบอกว่าเป็นโรงแรมที่ผมโคตรชอบอ่ะ เท่สาาาดด)
(โรงแรม เมโทรโพลิแทน กรุงเทพ)
โดยรวมๆแล้ว ในความรู้สึกผม โรงแรมห้าดาวทั่วๆไปจะตกแต่งไปในทางหรูหราอุโฆษไปเลย แต่บูติคจะเรียบๆ เน้นประโยชน์ใช้สอย
"สิ่งที่มี" มีเหมือนกัน แต่คนละรูปแบบ
"สิ่งที่ได้" ก็มีเหมือนกัน
คนละอย่างกับ คำพูดที่ว่า "เครือข่ายเหนือกว่า ราคาพอกันนะ"นะครับ
เนื่องด้วยการตกแต่งที่ เรียบเฉียบ และมีจำนวนห้องที่น้อยกว่าจึงทำให้รับแขกได้จำนวนที่น้อยกว่า และเฉพาะกลุ่มมากกว่าโรงแรมห้าดาวจึงอยู่ในจะอยู่พวก mainstream
ฟังดูแล้วคล้ายๆกับ แกรมมี่ อาร์เอสใช่มะ...
จะว่าไปก็คล้ายๆกันแหละครับ
ส่วนบูติคก็จะอยู่พวก design hotels ซึ่งถ้าหากใครไม่ทำงานโรงแรมก็คงไม่รู้ว่านอกจากที่โรงแรมห้าดาวจะมี "เครือ" นู่น "เครือ"นี่ แล้ว โรงแรมห้าดาวก็ยังมี "สังกัด"หรือ "ค่าย" เช่นกัน
...เหมือนๆกับค่ายเพลงครับ ซึ่งเอาไว้จะว่าต่อไปในตอนหน้าๆ (ถ้ายังไม่เบื่อกันเสียก่อน)
เมื่อพูดถึงโรงแรมบูติค แล้วไม่พูดถึง HIP Hotel ก็คงแปลกๆ เหมือนพูดถึงแมนซิตี้แล้วไม่พูดถึงทั่นแม้ว
HIP hotel...
ถ้าเป็นมนุษย์ตูดดำ คำว่า HIP ย่อมาจาก highly individual person แปลเป็นไทยว่า ปัจเจกชน หรือ คนที่เป็นตัวของตัวเอง (อย่างสูง)
แปลไทยเป็นไทยอีกทีว่า ติ๊ดส์แดก แนว เด็กฮาร์ด แว็นส์ อัลเตอร์ อีโม อะไรก็ว่ากันไป
Hip hotel คงเป็นโรงแรมที่ทำตัวไม่เหมือนใคร โรงแรมที่คนแก่อายุหกสิบเดินเข้าล็อบบี้แล้วบ่นกับตัวเองเบาๆว่า โรงแรมเหี้ยไรวะ
บอกตรงๆว่า ผมก็แยกไม่ออกวะ ว่า hip hotel กับ โรงแรมบูติค มันต่างกันอย่างไร
จะว่าไปมันก็คงคล้ายๆกับเพลงสกากับเพลงเร็กเก้ หรือไม่ก็เพลงชิว กับเพลงเฮ้าส์
แต่ถ้าให้เดาแบบง่าวๆ แบบไม่ขอตัวช่วย...
ทั้งโรงแรมฮิปและบูติค จัดอยู่ในประเภทโรงแรมห้าดาวที่มีความเป็นตัวเองสูง ตกแต่งแบบเป็นตัวเอง แต่บูติคจะเป็นอะไรที่เรียบๆ มีความเป็นสากล
ฮิปจะเป็นอะไรที่สุดโต่งกว่า ประสาทแดกกว่า
ในแง่การบริการ...
ด้วยจำนวนห้องที่น้อยกว่า ทำให้รับลูกค้าได้ทีละน้อยกว่า จะบริการลูกค้าได้อย่างใกล้ชิดมากกว่า เป็นส่วนตัวมากกว่า
แต่ในแง่ของคนทำงาน...
โรงแรมบูติคขนาดเล็ก ใช่ว่าจะสบายนะครับ โรงแรมเหล่านี้ เราต้องใช้พลังอย่างมหาศาลเลยนะ เพราะด้วยจำนวนห้องและแขกที่น้อยกว่า
จึงทำให้ตัวพนักงานน้อยลงตามลำดับ แต่จะต้องทำได้หลายตำแหน่งมากกว่าโรงแรมห้าดาวขนาดใหญ่ทั่วๆไป บางโรงแรมตอนนี้พนักงานต้อนรับหนึ่งคนสามารถที่จะเป็นทั้ง พนักงานต้อนรับ พนักงานแคชเชียร์ พนักงานอำนวยความสะดวก พนักงานรับโทรศัพท์อีกตังหาก ผมเคยทำงานโคตรตำแหน่งแบบที่กล่าวมาครั้งหนึ่ง...บอกได้คำเดียว..กูจะบ้าครับ กูจะบ้า
แต่ประสบการณ์ปากกัดตีนถีบแบบนี้ มันก็เป็นการฝึกที่ดีนะครับ
เอาแค่เพลงในล็อบบี้ก็แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงแล้วครับ เพราะเพลงที่ฟังๆกันไปส่วนใหญ่ในบลอกผม ก็เป็นเพลงที่ล็อบบี้ที่เล่นอยู่ที่ทำงานผมเองครับ
ถ้าเป็นห้าดาวก็คงเป็นเพลงบรรเลงเปียโน โมสาร์ตอะไรไปแล้วว...
เขียนมาถึงตรงนี้..วิชัยก็หวังว่า เอนทรีจะกระจ่างกว่า เอนทรี ที่แล้ว ที่ผมคิดว่า มันยังจบได้ไม่เนียนเท่าไหร่ (ต้องมีตอนต่อ)
เอาละถ้าไม่เบื่อกันซะก่อน ตอนต่อไปจะว่ากันด้วยเรื่อง "ยี่ห้อ" และ "ค่าย" ของโรงแรม





คอมเมนท์ไปแล้วรอบนึงแต่ Errorครับ
ภาพสวยมากด้วย

ผมว่ามันก็คล้ายๆกันนะครับ
เหมือนพี่น้องท้องเดียวกัน
สวัสดีตอนเช้าครับ
#1 By KUI on 2008-04-11 05:38