ผมว่าผมและใครอีกหลายๆคนจะมีภาพจำ กับโรงแรมห้าดาวสมัยก่อนว่า จะต้องเป็นจำพวกตุ๊กตาแอ่นตูดยืนเยี่ยว รูปปั้นช้างควายๆ ตียงนอนต้องมีหมอนเยอะๆ และอะไรอีกหลายอย่างที่เรามองหาตามชีวิตประจำวันไม่ได้เลย อกจากในโรงแรมเท่านั้นจนเมื่อประมาณห้าหกปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเริ่มรู้จักจริงจังกับคำว่า boutique Hotel

คำว่า บูติคโฮเตล ไม่ใช่คำที่ใหม่ขนาดนั้นนะครับ เพราะมันมีมานานก่อนหน้านั้นพอสมควรแล้ว

ผมไม่รู้ว่าจะมีใครขัดใจเหมือนผมรึเปล่าว่า ทำไมสมัยนี้ที่ไหนๆ ก็บูติค ที่ไหนๆก็ฮิปกันเต็มบ้านเต็มช่องไปหมด ึ่งจะว่าไปมันก็เหมือนยุคหนึ่งที่แชมพูสยามประเทศจะต้องทำให้ผมดำเงางามในหนึ่งอาทิตย์



วันนี้ขอว่ากันด้วย บูติคโฮเตล กับ กับโรงแรมห้าดาวกันครับ

บูติคโฮเตล ซึ่งหากว่ากันตามตำราเปรี๊ยะๆแล้วก็แปลว่า โรงแรมห้าดาวขนาดเล็ก จำนวนไม่เกิน 150 ห้อง โดยมี โรงแรม Morgan hotel ใน new york เป็นแห่งแรกของโลก (ตามข้อมูลจาก wikipedia)


ถ้าเปรียบไปแล้ว โรงแรมห้าดาวทั่วไปก็คือโทรศัพท์โนเกีย ที่มีร้อยยี่สิบฟังก์ชั่นการใช้งาน
ตั้งแต่ตัดต่อวิดีโอ ไปจนถึงแผนที่ดาวเทียม ซึ่งเอาเข้าจริงๆ มันจะมีไปทำตุ้ยแมวอะไรครับ
ไอ้ตัดต่อวีดีโอเนี้ยอย่าว่าแต่ ชั่วชีวิตหนึ่งจะได้ใช้รึเปล่า จะใช้เป็นกันรึเปล่าตังหาก
แล้วไอ้แผนที่ดาวเทียมอีกจะมีไปทำเล็บขบอะไรไม่รู้ ทำอย่างกับจะต้องข้ามเขาดอยอินทนนย์ไปทำงานแล้วเดินหลงอยู่ในป่าทุกวันเว้นวันตอนกลับบ้าน

บูติคโฮเตล ก็คงคล้ายกับ โซนี่อิริคสัน ที่ฟังก์ชั่น มีเฉพาะที่เพียงพอให้ใช้เท่านั้น

ส่วนโมโตโลร่า ไม่ขอเอ่ยถึง เพราะต้องจบปริญญาตรีเอกวิศรกรรมถึงใช้ดี มือถือไรไม่รู้ใช้ยากชิบหาย

โรงแรมทั้งสองแบบมีข้อแตกต่างที่ชัดเจนกันมาก ประหนึ่งอภิสิทธ์หน้าตาดีกับ...ตุณก็รู้ว่าใคร หน้าฮิปโป นั่นก็คือ โรงแรมบู