ค่าบริการในโรงแรม...มายังไง
posted on 15 Apr 2008 01:29 by doggiestyle in 5starStory, iloveit
ทำงานโรงแรมมาพักใหญ่ๆ ส่วนตัวผมจะมีคำถามปวดตับอยู่สามสี่คำถามที่ได้ยินทีไรก็เซ็งตุ้ย ไม่รู้จะทำตัวอย่างไรดี
คำถามแรก do you speak english?
คำถามที่สอง how much should i tip?
คำถามที่หนึ่ง เป็นคำถามธรรมดาๆ ที่ซากอ้อยแต่ก็แค่ทำให้ตับชาไปช่วงขณะ คิดในใจว่ามึงจะถามกูทำไมวะ
แต่คำถามที่สอง...เปรียบได้กับคำถามชิงมงกุฎนางสาวไทยเลยครับ
ใจจริงๆ ก็อยากจะตอบแขกอย่างเร็วพลันว่า พันนึง! แต่ก็กลัวว่าจะเหมือนเก็บค่าแผงประตูน้ำมากกว่า วิชัยก็ได้แต่ตะล่อมโก่งตูดนิดๆ ตอบแบบอ้อมๆ ทำนองว่า มันก็แล้วแต่ยูอ่ะ อยากให้ยี่สิบก็ได้ อยากให้ห้าร้อยก็เอา อยากยกบ้าน และรับไปเป็นผัวน้อยซุปเปอร์ซับก็ไม่ขัด แต่หนี้สินและลูกติดไม่อาวนะตัวว์
หลายๆคนคงจะรู้มาอยู่แล้วว่า ค่าต่างๆ ในโรงแรมส่วนใหญ่มักจะรวมค่าบริการไว้แล้ว แต่ราคาค่าห้อง หรือ ราคาในเมนูบางครั้งจะมีตัวหนังสือเท่าจู๋พยาธิตัวตืดเล็กๆข้างล่าง
"ราคานี้ยังไม่รวม ค่าบริการ และภาษี" แต่บางทีก็จะมีสัญลักษณ์ ++ แบบนี้แทน
++ ไม่ได้แปลว่าพี่เค้าพิมพ์ผิดนะคร้าบบบ
+ แรกคือพี่ใหญ่ ซึ่งก็คือ ค่าบริการหรือ service charge 10%
มันก็คือค่าที่มีพนักงานมาทำนู่นทำนี่ให้ มันก็คือค่าที่โรงแรมต้องจัดโต๊ะให้สะอาดกว่าเดิม ใช้เครื่องช้อนส้อมที่ดีกว่าปกติ
+ ที่สองคือเบ๊ หรือ ภาษี 7%
ที่จะเอาทำถนนแล้วทุบทิ้งเพื่อวางท่อ ทำถนนใหม่แล้วทุบใหม่เพื่อวางสายไฟอีก หรือไม่ก็เป็นภาษีให้พี่ๆเค้าทะเลาะโชว์ในสภา
ไอ้พวกบวกสองบวกจะอยู่ในเกือบจะทุกอย่างในโรงแรม ไม่ว่าจะเป็นค่าห้อง ค่าอาหาร ค่าซักผ้า ฯลฯ
ยกตัวอย่างง่ายๆ
โค้กหนึ่งกระป๋องที่เซเว่นอีเลเว่น ราคา 13 บาท โค้กกระป๋องขนาดเดียวกันอยู่ในโรงแรม ราคามันอาจจะอยู่ที่กระป๋องละ 120++บาท (ลองคูณตามดูนะครับ)
ซึ่งหลังจากที่รวมไอ้ ++ ตัวแสบแล้ว โค้กกระป๋องนี้อาจจะเชิดเริ่ดคางตั้งใช่เราที่กระป๋องละ 142บาทถ้วน!
โอ้วซ์....ไอ้อูฐตดแตก โค้กผสมตั๋วก่วยจับ ลดอณุมูลอิสระรึไง ถึงแพงขนาดนี้!
ครับ..มันราคานี้จริงๆ คิดก่อนสั่งครับ คิดก่อนสั่ง
หลายคนที่ลองคิดตามอาจจะใช้ 120 คูณด้วย 17% เลยใช่มั้ยครับ ซึ่งก็เป็นวิธีที่โอเคนะครับ แต่จะไม่ได้ราคาที่ถูกต้องซะทีเดียว แต่ถ้าใครอยากจะรู้ราคา ++ เป๊ะๆ ให้ลองคูณด้วย 1.177ดูครับใครที่ลองกลับไปเอา 120++ คูณด้วย 1.177 แล้วก็คงจะเห็นว่า มันจะไม่แตกต่างกันนี่หว่า...
ใช่ครับ มันจะไปต่างกันได้ยังไง ก็แค่ราคาโค้ก120++ เท่านั้น...ลองคูณด้วยจำนวนมากๆดูดิ ราคามันต่างกันเยอะอยู่นะ เวลาไปกินข้าวที่โรงแรมก็อย่าไปโวยวายนะครับว่า ไอ้ service chargeเนี้ย ไม่ได้สั่งจะมาเก็บเงินทำไม
เพราะอาจจะมีพนักงานโรงแรมรูปหล่อวัยเสื่อมทราม มาเมาท์ได้ ...หึหึหึ
เวลาเราดูโฆษณาท่องเที่ยวต่างๆ เรามักจะเห็นค่าห้องราคาทำนองที่ว่า 2700 โอ้โห...ถูกอย่างกับขี้เป็ดเลยแม่งเอ้ย ช้าก่อนครับ...อย่าวู่วาม วิชัยขอบอกเลยครับว่า ระวังให้จงหนักเลยครับเพราะว่ามันซ่อนรูป อสรพิษ กับดักควายดาบสองรอฟันหลังอยู่นะว้อยเฮ้ย!
ไอ้ 2700 น่ะ มันอาจเป็นแค่ภูเขาน้ำแข็งที่เราเห็นแต่ยอดเหนือน้ำขนาดเท่าหัวนม แต่ที่อยู่ใต้น้ำมันอาจจะก้อนเท่าบ้านซ่อนอยู่ก็ได้
อย่างที่หนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม...เราต้องดูว่า ราคาที่ว่า ต่อหัว หรือ ต่อห้อง
ถ้าต่อห้วแสดงว่า เราจะต้องจ่าย 5400 ถ้าเราจะไปกิ๊บกิ๊วกับแฟนเรา
อย่างที่สองที่ไม่ควรดูแคลน...ราคานี้ยังต้องจ่ายกล้วยตากซากอ้อยเพิ่มอะไรอีกบ้าง
2700 บาทเนี้ยยังจะต้องบวกบวกเพิ่มอีกรึเปล่า ราคานี้เฉพาะจันทร์ถึงศุกร์รึเปล่า ราคานี้รวมอาหารเช้ารึยัง
ราคา 2700 ตอนต้นเมื่อคูณเข้ากับ 1.177 ก็จะเท่ากับราคาที่ต้องจ่ายทั้งหมด 3178บาท ส่วนที่เหลือก็จะเป็นเงื่อนไขต่างๆนานาอะไรก็ว่ากันไป
แต่...ในโรงแรมต่างจังหวัดบางที่ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวเช่นภูเก็ตและสมุย จะมีสามบวก ฉนั้นอย่าแปลกใจระบำหน้าท้องถ้าเห็นค่าห้อง 3500+++ เพราะจะมีภาษีบำรุงท้องที่อีก 1%เข้ามาด้วย
ถ้ามีสามบวก ให้หยุดระบำหน้าท้องแล้วเปลี่ยนจาก 1.177 เป็น 1.187 แทนครับ
(ขอบคุณ คุณ nightmare จากภูเก็ตที่แก้ไขตัวเลขคร้าบบ)
สงสัยกันต่อมั้ยว่า ไอ้ค่าบริการหรือ service มันไปไหนต่อ?
ค่าบริการที่ได้ทั้งหมดในแต่ละเดือนจะถูกหารด้วยจำนวนพนักงานทุกคนแล้วหารเท่าๆกันครับ
ค่าห้อง 2700 ญาติพี่น้อง เมียน้อย ผัวน้อยเหล่าอี๊ อาม่าของเจ้าของโรงแรมได้ไป
ค่าบริการ 10% 270 นางนมดำ นายหูดำและพนักงานทุกคนได้เท่ากันตั้งแต่คนตัดหญ้ายันผู้ บริหาร
ค่าภาษี 7% 207.90 เป็นเงินให้คุณก็รู้ว่าใคร...
เพราะฉนั้น พนักงานโรงแรมทั่วไปจะมีรายได้หลักๆ อยู่สองอย่างคือ
เงินเดือนประจำและ ค่าบริการ ซึ่งแปลว่ายิ่งเราทำงานหนักเท่าไหร่ ยิ่งมีแขกตับหมาระยำตำบอนมากเท่าไหร่ เราก็ได้ผลตอบแทนที่มากขึ้นเท่านั้น
ในบางโรงแรมที่มีห้องพักและร้านอาหารเยอะ ค่าบริการ หรือ ค่าservice chargeจะเยอะมากครับ บางโรงแรมอาจได้เกือบๆหมื่น บางโรงแรมได้เหยียบหลายหมื่นก็มีไม่น้อยครับ
เรียกได้การตัดสินใจย้ายโรงแรมแต่ละครั้งเงินเดือนเอาไว้คุยกันทีหลัง service charge เป็นปัจจัยแรกๆที่ต้องคิดก่อนเลย
ในงานโรงแรมยังมีรายได้อีกสองทางที่ได้นอกจากเงินเดือนและค่าบริการ
อย่างแรกคือ ทิป
อย่างที่สองคือ ค่าน้ำ
tip อาจแบ่งได้เป็นสองประเภท คือ tipรวม และทิปมือ
ทิปรวม ก็คือ พวกเงินที่เราวางคืนในซองหนัง อาจจะเป็นเงินทอนหรือให้เพิ่มแล้วแต่อารมณ์และทรงผมของเรา ทิปตรงนี้จะรวมพลังกันทั้งหมดแล้วมาแบ่งกันทุกคน ซึ่งก็แล้วแต่ว่าจะแบ่งกันเป็นวัน เป็นอาทิตย์ เป็นเดือน
ทิปรวมยังรวมไปถึง เวลาที่ลูกค้าเซ็นเครดิตการ์ดให้เช่นกันนะครับ แต่ทิปบัตรผมไม่รู้ว่าแต่ละที่เค้าให้กันยังไง แต่ของผมจะได้กันเป็นเดือน
ทิปมือ ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า ว่าให้กับมือ มันก็คือการที่ลูกค้าให้ทิปกับมือเราเลย แบบ...กูให้มึงนะไอ้น้องงง...เอื้อก!...แสดเอ้ย...
แต่ตอนนี้ส่วนใหญ่ เพื่อโชว์สปิริตจ๋า ทิปมือเค้าก็เอามารวมกันเข้ากองกลางอยู่ดีนะ เพราะแต่ละคนจะมีคลื่นพลังตอแหลที่ไม่เท่ากัน บางคนกระพริบตาสองทีก็ได้แล้ว ส่วนตัววิชัยแล้ว ส่วนใหญ่จะได้แท้งกิ้วก้อนใหญ่ๆสองสามก้อนเป็นค่าตอบแทน
ส่วนเงินสดจะได้อยู่ในอัตรา...100บาทต่อหนึ่งไตรมาส...ไม่รู้ทำไม เป็นคนที่ไม่มีดวงเรื่องพวกนี้เลยจริงๆ แล้วไอ้100บาท ทิปที่ได้อ่ะนะ คือแทบจะไปบุกชิงตัวประกันช่วยลูกแขกจากจากดงตีนช้างตกมันโมโหหิวกันเลยทีเดียว
แม่บ้านอาจจะได้ทิปโดยการที่แขกวางเงินไปบนเตียง เช่นกันซึ่งผมส่วนใหญ่จะวางไว้เช่นกันไม่ว่าจะเป็นยี่สิบหรือห้าสิบแล้วแต่อารมณ์และทรงผม
สมัยที่เป็นเด็กฝึกงาน ผมมักจะไปขอพวกพี่ๆ bellman (พนักงานยกกระเป๋า) ขอยกกระเป๋าหลังเลิกงานกันเป็นประจำ ได้วันหนึ่งร้อยสองร้อย พอให้มีเงินออกไปแรดเช่าหนัง ซื้อหนังสือมาอ่านเล่นๆ
มีอยู่ครั้งหนึ่ง
วิชัยเคยอยู่กับเพื่อนอีกคนแล้วได้ทิปเป็นเงินสด5000บาท จำได้แม่นว่า ค่าใช้จ่ายทั้งหมด เจ็ดพันกว่าบาท แต่ป้าเค้าให้ทิปมาอีก ห้าพันบาท ตอนนั้นเหมือนถูกสาปครับไม่กล้าหยิบ กลัวว่าป้าเค้าจะหน้ามืดมีอาการผิดปกติในกระเพาะเลยหยิบเงินออกมาเยอะ
พอป้าเดินออกจากโรงแรม ก็ยังไม่กล้าหยิบอีก...กลัวจะเป็นรายการแกล้งอำเล่นนรกทางทีวีอีก
เพื่อน: ก ก กูไม่กล้าจับว่ะแว่น
วิชัย: ก ก กูก็เหมือนกัน
โชคดีนะที่มีเพื่อนอีกคนมาทักให้คลายจากมนต์สะกด ไม่งั้นคงแข็งเป็นหินยืนขี้เล็ดง่ามกันตรงนั้นไปแล้ว แขกบางคนมาเมืองไทยก็เหมือนมาใช้จ่ายจริงๆนะครับ เหมือนตายอดตายอยากใช้เงินมาจากไหนไม่รู ้
ตอนที่อยู่ที่เชียงราย มีข่าวลือมาว่ามีพนักงานคนหนึ่งได้ทิปจากลูกค้าเป็นเงินสด สามพันบาท โทษฐานที่เดินไปส่งแขก ซึ่งจริงๆแล้ว พนักงานคนนั้น ไม่ได้จะไปส่งอะไรหรอกครับ โชคชะตาดาวเหนือชักพาให้เสือกจะไปทางนั้นพอดี แต่ไอ้ครั้งจะเดินแซงแขกก็ใช่ที่ เลยเดินติดไปด้วยซะงั้น แล้วเป็นไง ได้เงินไปใช้เล่นๆซะงั้น
สามพันนี่...มาทางวิชัยเลยมะ เดี๋ยวข้าพเจ้าจะอุ้มขี่คอพาไปวางบนเตียงห่มผ้าให้เลย มีบริการหลังการขายให้นอนตักเล่านิทานก่อนให้อีกตังหาก
วันต่อมาก็ได้ยินข่าวอีกว่ามีพนักงานอีกหลายคนได้ทิปกันอีกคนละพันสองพัน เรียกได้ว่า ทิปกันยับเลยทีเดียว
จากคำบอกเล่า แขกคนที่ว่าเป็นป้าแก่ๆ ที่พูดอังกฤษไม่ค่อยได้ แต่ป้าแกจะให้ทิปแบบอุกฉกรรก์ แกเคยทำตัวเป็นขีปนาวุธวิสัยไกลออฟโร้ดแหวกหญ้าฝ่าดงกล้วยเข้าไปให้เงินคนงานที่ตัดไม้อยู่ด้วยครับ พนักงานคงงงอ่ะนะ กูตัดไม้อยู่ดีดี ทำไมต้องเอาเงินมาฟาดหัวกันด้วยวะ
เป็นอันรู้กันว่า...เดินผ่านหนึ่งพัน ยกมือไหว้สองพัน ถ้ามีออกกำลังยกของตัดหญ้าโชว์...มาแน่ๆ สามพัน ช่วงนั้นป้าไปไหน หญ้าจะโล่งเป็นแถบๆเหมือนโดนเพลี้ยบุก
ช่วงนั้นพนักงานไม่ต้องลุ้นฝาโออิชิหรือส่งซองมาม่าอะไรเลยครับ เงินทิปแทบจะกลั่นเป็นฝนแล้วตกใส่หัวกันทุกคน วันๆไม่ทำอะไรเลยครับ เกี่ยวก้อยพาเหรดเดินหาป้าเหมือนบริษัททวงหนี้ แต่เชื่อมั้ยครับ มีผมคนเดียวที่ไม่โดนฝนตกใส่หัว...จนวันที่แขกต้องเช็คเอาท์ ซึ่งคำนวณดูแล้วต้องเป็นรอบของวิชัยอย่างแน่นอน
เพื่อนๆก็มากดดันกดขี่กำลังใจซากอ้อยต่างๆนานาว่า ต้องเอามาให้ได้ อย่างน้อยๆ สามพัน ถ้าไม่ได้ให้ผมไปกระโดดน้ำตายเป็นอาหารคาวปลาบึกกิน
...นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมได้ประหน้ากับป้าในตำนาน มืออันสั่นเทาแกไปหยิบซองกระดาษเน่าๆขาดๆซึ่งคำว่า ผ้าขี้ริ้วห่อทองคงไม่ผิดนัก เพราะกะคร่าวๆด้วยสี่ตาที่มีแล้ว คงมีไม่ต่ำกว่าครึ่งแสน ใจหนึ่งอยากถามว่า ป้าจะมีซื้อป่าสงวนหรือมาซื้อแม่น้ำโขงครับ ถึงพกเงินมาเยอะแยะหยามเหยียดแบบนี้ มาพักโรงแรมหรือจะมาซื้อโรงแรมครับป้า
ว่าแล้วป้าแกก็ทำในสิ่งที่แกรักที่สุดซึ่งเป็นสิ่งเดียวกับที่ชาวโลกรอคอย...มืออันสั่นเทาล้วงเข้าไปในซองจดหมาย มือน้อยของป้าคงไม่รู้ว่า ใจผมก็สั่นเทาตามจังหวะรุมบ้าของมือเช่นกัน
ใบที่หนึ่ง...ใบที่สอง...ใบที่สาม...ยังไม่พอครับ ..ใบที่สี่...ใบที่ห้า....กูรวยแล้วเว้ย!!!
ทั้งหมดเป็นเงินไทย ห้าร้อยบาทถ้วน!
และแน่นอน แท้งกิ้วอีกหนึ่งก้อนใหญ่ๆ
ช่างเป็นคนที่พิกลพิการอัมพฤตเหน็บแดกตายด้านไร้สมถนะทางด้านโชคลาภไม่มีทางเยียวยาอย่างสรุยะจักรวาลเลยครับ
โอ้โหวุ้ย! แล้วกูข้าจะเอาหน้าไปตากชา ที่ไหนได้ นี่ขนาดงัดกลเม็ดก้นหม้อทั้งสวัสดีไหว้ ทั้งพาไปส่ง รู้แบบนี้ตูดบิดหมอบคลานต่อศอกไหว้อัษฎางคประดิษฐ์ รำไหว้ครูถวายซะเลยดีมั้ย
ถ้าเอาคำว่าแท้งกิ้วเวรี่มัสที่เคยได้ๆมาตั้งแต่ทำงานโรงแรมมารวมกัน คงถมเกาะสร้างดีสนีย์แลนด์ได้แล้วมั้ง
นอกจากทิปจะได้เป็นเงินแล้วบางทีก็ได้เป็นสัตว์สิ่งของก็เคยนะ แขกบางท่านมาเพื่อทำวิจัยอะไรไม่รู้เกี่ยวกับบรรจุภัทณ์ห่อขนม คืนนึงแกไปกว้านซื้อขนมจากไหนไม่รู้ ทีแรกนึกว่าแกจะไปแจกเด็กๆค่ายกักกันที่ติมอร์ตะวันออก แต่ไม่ครับ แขกกลับมาบอกว่า ชั้นต้องการแค่หีบห่อมัน สิ่งที่อยู่ข้างในช่วยจัดการให้หมดที แล้วต้องการหีบห่อคืนภายในคืนนี้
จัดการให้หมด...ช่างเป็นคำสั่งที่สุริยะจักรวาลเหลือเกิน แต่วิชัยเหมาว่า แขกให้กินล่ะกัน แรกๆ ก็สนุกดีนะ กินไปขำไปในแผนก นานๆชักเยอะ จนต้องโทรตามหลายๆแผนกมาช่วยกิน
ไม่ใช่อะไรหรอก....กลัวทำแขกผิดหวัง แต่จะทิ้งก็กลัวเสียของ
มีอยู่ทีหนึ่งแขกเดินเข้ามาหาแล้วเอาเต่ามาให้ตัวหนึ่ง ไม่พูดมากทำเพลงบอกสั้นๆกระชับว่า "ยกให้นะ" แล้วก็เดินจากไปด้วยความงงในสติกับเต่าอีกหนึ่งตัว ลำบากกูต้องเอาเต่าไปปล่อยอีก
มีรายได้อีกหนึ่งทางที่จะได้กัน คือ ค่าน้ำ
คนละอย่างกับค่าน้ำค่าไฟนะครับ แล้วก็คนละอย่างกับค่าน้ำโค้ก โอเลี้ยง ชาเย็นเช่นกัน
ค่าน้ำก็คือค่า commission นั่นเอง ซึ่งไอ้ค่าคอม ค่าน้ำ ที่ว่ามันสามารถอยู่ในรูปแบบไหนก็ได้ แล้วแต่ว่าเราจะบวกเพิ่มเข้าไป
ยกตัวอย่าง
มีฝรั่งต้องการสร้อยเลี่ยมเพชร blink blink (เอาไว้ใส่กับจตุคามรุ่นรวยกันเข้าไปให้เบื่อ)วิชัยส่งแขกไปซื้อที่ร้าน
วิชัยจะได้ค่าน้ำประมาณ 35% จากยอดที่แขกซื้อครับ
หรือแขกจะตัดเสื้อสูทวิชัยก็จะได้เปอร์เซนต์ตรงนั้นอีก
แล้วแขกจำนวนไม่น้อยเลยที่มาเมืองไทยเพื่อการนี้โดยเฉพาะเช่นกัน เพราะไอ้ blink blink กับสูทจากเมืองไทยถูกมากครับ
บางเดือนๆ น้องๆอาจจะทำรายได้จากตรงนี้มากกว่าเงินเดือนซะอีก แล้วยิ่งเป็นโรงแรมใหญ่ๆนะครับ บอกคำเดียวว่า มหาศาล
แต่...ไอ้ค่าน้ำที่ว่า บางโรงแรมจะห้ามไม่ให้ทำเพราะดูดูไปแล้วเหมือนเป็นการเอาเปรียบลูกค้า มีปัญหาเยอะที่อาจตามมา เช่นแขกได้ของไม่ได้คุณภาพ บางคนตอนซื้อสงสัยว่าโดนสิงอยู่มั้ง ตอนซื้อไม่มีปัญหา ตอนจ่ายตังค์เสืองทะลึ่งบ่นแพง ไม่จ่ายอีก
แล้วด้วยค่าน้ำนี้ อีกนั้นแหละ จึงมีปัญหาแท็กซี่ไม่รับคนไทย รอแต่จะฟันจะรับนักท่องเที่ยว หรือแท็กซี่ยอมไปส่งที่ที่ลูกค้าต้องการไป แล้วถ้าใครสังเกต จะเห็นว่า บางทีร้านขายของที่ระลึกต่างๆ ทำไมมีรถทัวร์สี่ห้าคันมารุมจอดกันนักวะ
นั่นก็เพราะว่า บางแห่งให้เงินกับไกค์เลยว่า หัวหนึ่งได้เท่าไหร่ โดยที่ยังไม่ต้องซื้ออะไรเลยนะครับ จะหัวละเท่าไหร่ก็ตกลงกันไป หรือบางแห่งไม่ให้ค่าหัว แต่จะให้เป็นเปอร์เซนต์จากยอดค่าใช้จ่าย
ก็นั่นแหละ...จะว่าไปวิชัยก็เคยหากินกับหน้าตาของตัวเองทางนี้เหมือนกัน ไม่ใช่เพราะหล่อนะ แต่เพราะหน้าเหมือนชนชาติปาร์กนั่นเอง ผมกับเพื่อนเคยตะเวนไปตามร้านเพชรร้านพลอยต่างๆ โดยที่มีผมสวมบทบาทเป็นแขกเกาหลีหน้ามึน ปากหนัก และเพื่อนเป็นคนขับรถใจหมา
ก็ได้กันไปคนละสองสามร้อยต่อวัน พอให้ขำๆ
ก็ไม่ได้ไปหลอกใครนะเอ้า...หลอกตัวเองเท่านั้น
อย่างงี้แหละมั้งสวรรค์เลยลงโทษสาปให้หน้าตาเหมือนดารานายแบบโฆษณาอาหารวัวเกาหลีซะงั้น 555
ป.ล. ไ่ม่ว่าจะทิปหรือไม่ทิป พวกเราชาวโรงแรมไม่ว่ากันครับ ขออย่างเดียว อย่ามาซากอ้อยครับ

เป็นคนต้องทำงานหนักมั่งเนี่ย ถึงไม่มีดวงเรื่อง ทิป
ไอ้แพท..
ขี้น hotpost 2อันติดเลยแฮะ พี่น้อง
#1 By ซิมเพลสแมน แสนธรรมดา on 2008-04-16 11:15