ทำไม มินิบาร์ โรงแรมถึงแพงจังวะ?
posted on 08 Jun 2008 03:12 by doggiestyle in 5starStory, iloveitเอนทรีนี้มาจากทั่น Barista PaRiSs ที่ถามไว้ในเอนทรี อะไรยังไงในโรงแรม#2
อย่าว่านุ่นนี่นั่นกันเลย...เข้าเรื่องกันเลยดีกว่า ....
minibar ในโรงแรมเรียกง่ายก็คือของกินในห้องพักแขกหรือของที่อยู่ในตู้เย็น
ซึ่งอาจจะเคยทำให้ใครหลายคนร้องเสียงหลงในลำคอเมื่อได้รู้ราคาที่แพงราดน่อง
ไม่รู้จะรีบแพงไปไหน
โค้กหนึ่งกระป๋องจากปากซอยหน้าบ้านมีราคา 13 บาท
เมื่อมาอยู่ในโรงแรมอาจมีราคาประสาทแดกที่กระป๋องละ 128 บาท!
มึงจะบ้าเรอะ! โค้กกระป๋องละ 128 บาท!
ไอ้แช่แฟ้บ...ไม่ใช่ละ
กระป๋องละ 128บาท ไอ้ห่า กูนั่งรถเมล์จากกรุงเทพไปซื้อโค้กที่ราชบุรีแล้วนั่งรถกลับ ยังมีเงินเหลือเล้ย!
...ไม่ได้บ้าครับ...เค้าขายกันแบบนี้จริงๆ
ผมจะเริ่มแก้ต่างยังไงดีล่ะ
ก่อนอื่นผมขอบอกก่อนว่ามินิบาร์เป็นบริการเสริมอำนวยความสะดวก
มันวางอยู่ตรงนั้น ในตู้เย็นโดยที่เราทั้งหลายสามารถไม่ไปยุ่งกับมัน ก็พักอยู่ห้องได้อยากสบายใจ
มันไม่ใช่เตียงที่เราจะต้องนอน มันไม่ใช่ชักโครกที่เราจะต้องใช้ขี้
คุณสามารถ "เลือก" ที่จะไม่กินได้
หรือจะให้พูดกันให้ง่ายกว่านี้...โรงแรมกำลังขายความสะดวกให้กับผู้มาพัก...
...ยังนึกภาพไม่ออก?
เอาใหม่...
สมมุติว่า เรากำลังจะเดินทางจากสาธุประดิษฐ์ไปเดอะมอลบางกะปิ
แน่นอน เราจะขึ้นรถเมล์สาย 22จ่าย...(กี่บาทแล้ววะ?)15บาทตลอดสาย
แล้วก็หลับคอพับไปเรื่อยจนถึงที่หมาย...
หรือ...
เราเดินทำหล่อแล้วเสียพลังงานห้าแคลโลรี่โบกแท็กซี่ นั่งคนเดียวสบายๆ แอร์เย็นๆ ชิวๆ เสียเงินเริ่มตื้นที่ 35บาท อาจจะเลยเถิดไปหนึ่งร้อยยี่สิบบาท
ถึงที่หมายเหมือนกัน แต่สะดวกสบายไม่เท่ากัน
เงินที่เราเสียไปในแท็กซี่คือความสะดวกสบาย จ่ายไปเพื่อการที่เราไม่ต้องรอรถเมล์
ไม่ต้องไปยืนรักแร้เมื่อยบนรถเมล์ ถ้าได้นั่งก็ไม่ต้องเข่าสึกที่ต้องสีกับพนักพิงด้านหน้า
(ไม่รู้จะรีบแคบไปไหน นั่งทีไรอยากจะแปลงร่างเป็นหมากระเป๋าซะตอนนั้น)
มินิบาร์ก็คล้ายๆกันครับ
อยากกินก็เปิดตู้เย็นหยิบเอามากินเลย ไม่ต้องมาอดเปรี้ยวเดินออกไปหาซื้อข้างนอกโรงแรม
โรงแรมเก็บ "ค่าสะดวกสบาย" ไป
มินิบาร์เป็นสิ่งที่ต้องสิ้นเปลืองกำลังคนดูแลมันน่ะครับ เพราะรู้หรือไม่ครับว่า
พวกมินิบาร์เป็นของที่มีวันหมดอายุ...
ไอ้พวกน้ำอัดลมต่างๆ ไอ้พวกขนมขบเคี้ยวต่างๆ มันมีวันหมดอายุนะครับ
เซ็งมั้ยครับเวลาไปซื้อโค้กแล้วเปิดออกมา แล้วมันไม่ซ่า ไม่ฟู่...จอร์จปวดตับเลยใช่มั้ยครับ
การที่มีของหมดอายุหรือไม่ได้คุณภาพเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ในการโรงแรมครับ
เราจะมีการตรวจเช็คกันอย่างสม่ำเสมอ เรื่องคุณภาพสินค้า
และถ้ามันใกล้ถึงเวลาหมดอายุเมื่อไหร่จะทำอย่างไร?
ไม่แน่ใจว่าคืนโรงงานรึเปล่า แต่คิดว่าไม่แน่ๆ เพราะที่เคยๆเห็นๆกันมาคือ โรงแรมทำการโอนย้ายไปที่ร้านอาหาร ที่ที่ซึ่งระบายของได้เร็วกว่า
จากที่ผมเคยบอกไว้ข้างบนว่ามินิบาร์เป็นบริการเสริมความสะดวก ที่แขกอาจจะเปิดหรือ อาจจะไม่เปิดก็ได้
และมินิบาร์เป็นสิ่งที่สามารถหมดอายุ จึงทำให้โรงแรมนำเข้าสิ่งเหล่านี้น้อยกว่าร้านค้าปลีกข้างนอก
ซึ่งแน่นอนจึงทำให้ราคาต้นทุนของเหล่านี้ไม่ถูกอย่างที่เราคิด
อ่านถึงตรงนี้หลายคนคงเริ่มคิดแล้วว่า...ทำไมไม่ขายให้ถูกกว่าเดิมของจะได้ระบายออกได้เร็วขึ้น
จริงครับ...ว่าถ้าลดราคาลงของจะระบายเร็วขึ้น
แต่ช้าก่อน...อย่าวู่วามไป...
ถ้าของถูกขายออกจากตู้เย็นมากขึ้น นั่นแปลว่า...เราจะต้องเสียพนักงานมาคอยเติมของเหล่านี้มากขึ้น แทนที่จะเอาเวลาไปบริการแขก กลับต้องมาคอยคุมสต็อกทำการเบิก เดินไปที่ห้องเพื่อทำการเติมของอีก
คือคิดก็เมื่อยไตไปสองทีแล้ว
ว่ากันง่ายๆก็คือ ขายถูกเพื่อเร่งจำนวนของ แต่เสียคน (เสียคนเท่ากับ เสียเงินนะครับในแง่ทรัพยากรบุคคล)
กับ ขายแพงขึ้น ได้จำนวนลดลง เสียคนน้อยลง
ที่สุดแล้ว ทั้งสองวิธีอาจได้กำไรพอๆกัน เพราะฉนั้นโรงแรมจะต้องเลือกที่ประหยัดพนักงาน
สิ่งที่โรงแรมทำได้คือบริหารมินิบาร์อย่างฉลาด ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่ามันเป็นยังไง
วิธีหนึ่งที่เคยพูดไปคือ ระบายจำพวกเครื่องดื่มไปที่ร้านอาหารต่างๆ และนั่นหมายความว่า จะมีเครื่องดื่มอีกจำนวนหนึ่งเดิมที่ร้านอาหารระบายของออกช้าลงตามลำดับ
...อืม..เริ่มอ่านเริ่มซากอ้อยออกทะเลแล้วใช่มะ...
สรุปหัวข้อคือ
1. minibar ต้องการคนดูแล ควบคุม ถ่ายเท
2. เพื่อลดจำนวนคนดูแลตรงจุดนี้ ราคาจึงแพงขึ้น เพื่อให้แขกคิดก่อนที่จะซื้อ
3. minibar มีช่วงเวลาขายที่จำกัด จึงนำเข้ามาในจำนวนที่จำกัด
4. minibar เป็นการขายความสะดวกสบาย
มาที่หัวข้อสุดท้าย...
สินค้าทุกอย่างในโรงแรมจะราคาแพงกว่าสินค้าทั่วไปในประเภทเดียวกันเสมอ
จะว่าเป็นค่าฟุ่มเฟือยก็ได้ครับ แต่โรงแรมก็บางครั้งก็ขายความหรูหราอยู่แล้วนิ
เช่นโค้กรสชาติเดียวกัน ขายตามร้านชายสี่หมี่เกี้ยวมีราคาที่ขวดละ 8บาท
โค้กปริมาณเดียวกัน มาอยู่ในแก้วคริสตัล มีคนหวีผมเรียบแต่ตัวเนี้ยบ เรียกเราว่าคุณผู้ชาย
สิ่งที่ประกอบอยู่รอบๆโค้ก มีราคาครับ และที่สุดแล้วมันก็ทำให้โค้ก แก้วนั้นราคาอาจจะอยู่ที่ 80-120 บาทต่อแก้วได้
กลับมาที่มินิบาร์กันต่อ...
มินิบาร์ในทีนี้อาจรวมไปถึงอย่างอื่นเช่นกันนะครับ ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่ามีอะไรบ้างในแต่ละโรงแรม
สิ่งที่เราต้องทำก็คือ เดินหาไอ้มินิบาร์ลิสต์แล้วดูว่ามีอะไรบ้าง
ก่อนกินดื่มอะไรก็คิดนิดหนึ่งนะครับ...ราคาเท่าไหร่
บางโรงแรมมีมาตรการจัดการกับสินค้า เช่นมีสติ๊กเกอร์ติด...มีแสตมป์ติดไว้เพื่อป้องกันแขกหัวหมอต่างๆ
ส่วนใหญ่ผมจะตัดปัญหาโดยการซื้อมาจากข้างนอกเลยครับ ไม่ต้องไปยุ่งกับมัน
แล้วไอ้พวกที่อยากลองของโดยการแอบเปิดขวด (โดยเฉพาะขวดแก้วสิงห์) แล้วเอาน้ำประปาเติมเข้า...
อันนี้เข้าข่ายเหี้ยนะครับนี่ ขอโทษเถอะ
โอเคคุณทำเนียน คุณไม่ต้องจ่ายตังค์ แล้วไงครับ แขกคนอื่นก็มากินน้ำประปาคุณต่อ...
อย่าทำเลยว่ะ
สำหรับผมที่ทำงานโรงแรม...มินิบาร์ถือเป็นไม้เบื่อไม้เมาอย่างหนึ่งเลยครับ
เพราะเวลาแขกเช็คเอาท์ พวกเราจะต้องถามว่า ได้ทานอะไรในมินิบาร์บ้างมั้ย?
บางโรงแรมจะให้แขกนั่งรอ แล้วเรียกทีละห้อง แต่ที่ห้าดาวเราจะให้แขกรอไม่ได้ครับ
เพราะฉนั้น แม่บ้านจะต้องจัดการเข้าไปเช็คห้องให้เร็วที่สุด
หรือถ้าลูกค้าบอกว่า ไม่ได้กิน เราสามารถปล่อยแขกได้เลย บ่อยครั้งก็โดนโกง
มีครั้งหนึ่งแขกพาเพื่อนมาค้างคืนด้วย...ซึ่งตัวแขกเองคืนห้องแต่เช้าและแจ้งว่า ยังมีคนนอนอยู่ในห้องนะ
ปรากฎว่า เพื่อนแขกคนที่พูดถึงเป็นเด็กวัยรุ่นไทย ซึ่งดูจากการแต่งตัวและท่าทางแล้วต้องไม่ใช่แค่เพื่อนแน่ๆ
คงพากันมาแอบอร่อยกันชัวร์
แม่บ้านแจ้งกลับมาว่า...ห้องนี้ มินิบาร์หายหมดเลย!
ไอ้น้องนี้มันแสบครับ มันโกยทุกอย่างเลยครับ แบบว่ากะเมาไปหลายวัน
ท้ายที่สุดก็เรียกตำรวจ จะไอ้น้องมันคืนของแล้วจากไปด้วยดี
แต่บางทีมินิบาร์ก็ทำให้เราพนักงานปวดตับได้เหมือนกันครับ เช่น...ครั้งหนึ่งผมทำงานแห่งหนึ่ง
มียาแก้ปวดเป็นมินิบาร์.... อารมณ์ไหนวะเนี้ย
มีกล้องถ่ายรูปใช้แล้วทิ้งอยู่ในลิสต์มินิบาร์....แขกเค้าคงจะแดกรองท้องก่อนนอนอ่ะนะ
และที่คลาสสิคและที่ผมยังหาคำตอบไม่ได้จนบัดนี้
ทำไมถุงยางต้องอยู่ในตู้เย็นด้วยวะ
จะเย็นไปไหน...หือ?
ป.ล. ขอบคูณพี่แพทสำหรับคอลัมอาหารสมอง ที่เป็นข้อมูลอ้างอิงในเอนทรีนี้ครับ


ซื้อจากข้างนอกเข้าไปดีกว่าเนาะ
สงสารคนคอยเช็คจัง
เจอบ่อยๆก็คงเซ็งเหมือนกัน
ว่าแต่ว่าอันสุดท้ายนี่กินไม่ลงนะครับ
กล้องกับ.... เอ่อ.. ถุงยาง
อ่าน title แล้วสับสน
ทีแรกนึกว่าเป็นบาร์เล็กๆในโรงแรมซะอีก
( แปลซะตรงเชียว )
#1 By paroJung on 2008-06-08 03:45