เทคนิคสัมภาษณ์งาน re-entry

posted on 09 Jun 2008 02:30 by doggiestyle  in 5starStory, iloveit

เนื่องเอนทรีที่ผ่านมาเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการฝึกงาน และก็บังเอิญมีคนเข้าไปอ่านเอนทรีเก่าๆที่เกี่ยวกับการสัมภาษณ์งาน ผมก็เลยเกิดอาการคันอยากนำเอนทรีเก่ามา edit ใหม่แล้วลอง publish อีกสักที

 

หากใครที่เคยอ่านแล้ว ก็ข้ามไปก่อนก็ได้นะครับ



บ่อยครั้งจะมีน้องๆ คอมเม้นไว้ว่า อยากทำงานโรงแรมจะทำอย่างไรดี หรือ ทำนองที่ว่า ไม่ได้เรียนการโรงแรมมาแล้วจะทำงานโรงแรมได้มั้ยค่ะ

ตอบแบบตรงๆและสิ้นคิดที่สุดในสยามว่า ไม่รู้เหมือนกันครับ ว่าไม่ได้เรียนการโรงแรมมาแล้วจะทำงานโรงแรมได้มั้ย
แต่บอกได้เต็มเหยียดเลยว่า เด็กการโรงแรมที่ทำงานการโรงแรมยังนับเป็นส่วนน้อยครับ

วิชาการโรงแรมโดยตรงน่ะ มันเพิ่งเกิด เพิ่งบรรจุเป็นหลักสูตรการศึกษามาไม่นานนี่เองครับ
เพราะฉนั้น ไม่ว่าเอกอะไรมันก็มีโอกาสเท่าๆกัน เพียงแต่ไอ้พวกการโรงแรมมีโอกาสมากกว่า ก็เพราะได้ฝึกงานในโรงแรมก่อนเท่านั้นเอง

สิ่งแรกของการทำงานโรงแรมคือ ภาษาอังกฤษ
โรงแรมแต่ละที่ต้องการภาษาอังกฤษคนละระดับกันครับ

ซึ่งก็แน่นอนอีกอย่างคือ แต่ละตำแหน่งต้องการความสามารถภาษาอังกฤษไม่เท่ากันอีก

ไม่ได้บอกว่าต้องขั้นเทพ ระดับแร็พ eminemได้ หรือ ดูหนังไม่อ่านซับ
เอาแค่สื่อสารได้อย่างไม่ติดขัดก็พอ ไม่เคอะเขิน

เวลาที่ต้องวัดชะตากันก็คงจะเป็น...สัมภาษณ์งาน

ส่วนใหญ่แล้ว การสมัครจะมีขั้นตอนอยู่สองสามอย่าง
1. เราเข้าไปเขียนใบสมัครที่ทำงาน
2. เราส่งใบสมัครพร้อม resume
3. รอ รอ รอ รอให้เมือกเพื่อสัมภาษณ์
4. สัมภาษณ์งานครั้งที่หนึ่ง สอง สาม แล้วแต่ที่

แต่จะมีการสมัครงานอีกอย่างที่เค้าเรียกว่า walk-in interview
ไม่รู้เหมือนกันว่า จริงๆแล้วมันแปลว่าอะไร แต่ผมมาเดาความหมายเอาเองว่า "เดินเข้าไปสัมภาษณ์"

walk-in interview มักจะเกิดกับโรงแรมที่เปิดใหม่ๆ และมักจะเปิดแค่สองสามวันเท่านั้น
เป็นช่วงนาทีทอง

สิ่งที่สุดตีนของ walk-in interview คือ เราไปกรอกใบสมัคร และรอสัมภาษณ์ทันที วัดใจกันไปเลยว้อย...แสด!


ที่ผมเขียนนี่จะเป็นเทคนิคการสัมภาษณ์ที่เหมาะจำเพาะงานสายโรงแรมนะครับ แต่ใครจะนำไปประยุกต์ใช้ในสายอื่น ก็ดูตามความเหมาะสมนะครับ

ก่อนที่จะเริ่ม...วิชัยขอทำความเข้าใจใหม่นิดหนึ่งนะครับ ว่าการที่เราเห็นตำแหน่งงานว่างตามหน้าหนังสือพิมพ์แล้วไปสมัครงาน
ไม่ได้หมายความเราไปง้อเค้านะครับ

เรากำลังให้โอกาสบริษัทนั้นเลือกเราตังหาก สิ่งที่เราต้องแข่งขันก็คือไอ้พวกเปรตที่ทำหล่อทำสวยมารอสัมภาษณ์ข้างๆเราตักหาก


ถ้าการเขียน Resume คือการโฆษณาชวนเชื่อ ขั้นตอนการสัมภาษณ์ก็คือการนำสินค้าไปโชว์นั่นแหละครับ
สัมภาษณ์งานก็คือการเร่ขายของโดยมีเรานี่แหละเป็นสินค้า! ทำอย่างไรละให้เราขายออก และทำอย่างไรให้สินค้าเราเข้าตาผู้บริโภคมากกว่าสินค้าคู่แข่ง



ขั้นตอนที่หนึ่ง จงเตรียมพร้อม


ตามหลังพิชัยสงครามที่ว่า "รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง"

0. คิดก่อนทำ เราต้องคิดให้ดีก่อนว่า เราชอบงานนี้จริงๆ เหรอ เพราะบ่อยครั้งที่ถูกถามว่าทำนองที่ว่า

Q: "ทำไมถึงทำงานโรงแรม"

A: "เพราะผมชอบงานบริการครับ"

Q: "แล้วทำไมถึงชอบงานบริการ"

A:

มีหลายคนจะโดนต้อนซะจนมุมเพราะคำถามประมาณเนี้ย

1. รู้เขา เราต้องหาข้อมูลของโรงแรมที่เราจะไปทำ ไม่ต้องหาถึงขนาดไปแอบถ่ายพิมพ์เขียวโครงสร้างอาคาร...ไม่ได้ไปปล้นเพชรแบบในหนัง...
ไม่ต้องขนาดนั้น แค่ให้รู้จำนวนห้อง คอนเซปโรงแรม จุดเด่นของโรงแรม

2. รู้เรา เราต้องรู้ว่าตำแหน่งงานที่เราจะทำนั่น ทำอะไรบ้าง สำคัญอย่างไร เพราะมีหลายคนยังไม่มีไอเดียที่ดีพอให้งานที่ตัวเองไปสมัคร

3. อย่าโลภ ไม่ควรสมัครงานไว้หลายที่มากเกินไป ระวังจะเกิดอาการ รักพี่เสียดายน้อง ไม่รู้จะทำที่ไหนดี ที่ไหนๆ ก็ดีไปหมด สมัครที่ที่เราชอบที่สุด กับอีกที่ที่ชอบรองลงมาก็พอครับ สักสามที่กำลังดี ส่วนตัวผมเองสมัครงานไว้แค่ที่เดียว รอจนไม่ได้แล้วแหละ จึงค่อยสมัครงานที่อื่น
เคยมีเพื่อนบางคนสมัครแม่ง เยอะไปหมด เยอะจนเวลาเค้าโทรกลับมาเรียก เกิดอาการงง กันไปเลย มันคล้ายๆกับการที่เรา chat Msn พร้อมกันสิบสาย แล้วเกิดอาการทักผิดคน
แล้วที่แย่ที่สุดคือ เราได้งานแล้วหนึ่งที ไปทำได้ไม่กี่วัน เสือกมีที่ทำงานอีกที่โทรมาเรียกซะงั้น แล้วก็ใจอ่อน ไปทำอีกที่ อย่างนี้ เราเสียเครดิตนะครับ ไม่ควรทำ


4.อย่าเวอร์ ถ้า Resume คือใบปลิวโฆษณาสินค้าอย่างที่ว่า ฉนั้นอย่าโฆษณาสรรพคุณมากเกินไป

อย่างเช่นที่พบเห็นทั่วๆไป....

พูดภาษาญี่ปุ่นได้...แต่พูดได้แค่พื้นๆ และร้องเพลงโดราเอม่อนได้ คือพูดเป็นช่วงไหนครับ?

เราควรระบุชัดเจนลงไปใน resume เลยว่าทำได้เบื้องต้นเท่านั้น แต่ถ้าเราทำได้ขั้นเทพก็บอกไปเล้ย ว่ากูเก่งจริงๆ


ขั้นตอนที่สอง เข้าถ้ำเสือ

0. เตรียมตัว แต่งตัวให้เรียบร้อย แต่จะเรียบร้อยแค่ไหนเท่าไหนล่ะ? เรียบร้อยแบบสากลโลกน่ะครับ

- ผู้ชายก็เสื้อ shirt กางเกงเสล็ก รองเท้าหนัง หน้าผมก็สะอาดนิดหนึ่ง ถ้าสมัครตำแหน่งธรรมดาๆ เสื้อสูทจะใส่ก็ได้ไม่ได้ก็ได้ครับ

- ผู้หญิงก็แต่งตัวเรียบร้อยครับ เก็บความเซ็กซี่ไว้โชว์ตอนฉลองได้งานแล้วไปเมาหัวราน้ำตอนกลางคืนก็ได้ครับ ไม่ได้สมัครงานแอร์ครับ ไม่ต้องผูกผ้าพันคอเป็นไอ้มดเอ็กซ์ก็ได้ครับ
(สงสัยมานานแล้วว่า ทำไมแอร์สายการบินต้องผู้ผ้าพันคอแล้วถ่ายรูปอ่ะ ใครรู้บ้าง)

กฎเหล็กของการเข้ามาติดต่องานในโรงแรมคือ อย่าเข้ามาทางล็อบบี้โรงแรมครับ เราจะต้องเข้ามาติดต่อตรงทางเข้าพนักงานตรงที่มียามเฝ้าเพื่อทำงานแลกบัตรนะครับ ยกเว้นเสียแต่ว่าได้มีการนัดให้เจอกันที่ใดที่หนึ่งก่อนแล้ว

เด็กนักศึกษาหลายคนและหลายสถาบันเดินเข้าทางล็อบบี้แล้วถามหาแผนกฝ่ายบุคคล ซึ่งถ้าเจอกับวิชัย ก็จะถูกเชิญให้ออกนอกโรงแรมแล้วเข้ามาทางข้างหลัง แลกบัตรประชาชนกับยามให้ยุ่งยากซะงั้น

1. ตรงเวลา อันนี้สำคัญอันดับต้นๆของทุกอย่าง แต่วิชัยแนะนำให้ไปก่อนเวลาสักสิบนาที เพื่อเวลาหาห้องสัมภาษณ์ เผื่อเวลาอะไรต่างๆที่อาจเกิดขึ้นได้ แต่ถ้าไม่สามารถมาตรงเวลานัดได้ เราต้องโทรไปเลื่อนเวลาอย่างน้อยครึ่งชั่วโมงก่อนเวลานัด
ตอนที่นั่งรออยู่เตือนตัวเองไว้เสมอว่าเราอยู่ในถิ่นศัตรู เราถูกจ้องมองอยู่ตลอดเวลา จงสำรวมไว้ เราไม่รู้หรอกว่าใครกำลังมองเราอยู่ ควรยิ้มทักทายคนที่เดินผ่านไปมาบ้าง ไม่ต้องถึงกับทักเป็นเรื่องเป็นราวยกเว้นไอ้หมอนั่นเป็นเพื่อนที่พลัดพรากจากกัน จากเหตุการณ์สึนามิ

2. ตั้งสติ สะกดความตื่นเต้นไว้ให้ได้ครับ วิธีสูดลมหายใจลึกๆ จะช่วยได้ คิดไว้อย่างเดียวว่า เราไม่มีอะไรจะเสีย ทำให้ดีที่สุด ระหว่างที่รอสัมภาษณ์จะเป็นเวลาที่ยาวนานที่สุดครับ
เราจะรู้สึกได้ว่าอากาศที่หายใจมีโมเลกุลใหญ่ขึ้น หายใจอึดอัด
วิชัยมีวิธีลดความเตือนเต้นโดยการเดินดูบอร์ดอะไรก็ได้ที่ติดอยู่แถวๆนั่น ซึ่งจะเป็นเก็บข้อมูลไปในตัวด้วยครับ หรือไม่งั้น วิชัยก็จะมีการ์ตูนไปอ่านเล้ย...อย่างน้อยก็ดีกว่าปล่อยตัวเองว่างให้ใจสั่นเล่นๆ


3. ทักทาย เราควรทักทายผู้สัมภาษณ์โดยการยกมือไหว้ ไม่ต้องสนใจว่าหมอนั่นหัวทองหรือหัวดำคนไทยหรือต่างชาติ เราอยู่เมืองไทย การยกมือไหว้ปลอดภัยที่สุด

โดยมารยาทผู้สัมภาษณ์จะเชิญให้เรานั่นเองครับ แต่ถ้าเค้าไม่เชิญให้นั่ง เราก็ขออนุญาตินั่งเลยครับ...(เมิงจะให้กูยืนคุยรึไงฟะ)

เป็นมารยาทอีกข้อเหมือนกันที่เวลามีฝรั่งมาทักว่า

"How are you" เราควรตอบว่า

" i am fine. Thank you" และไม่ควรลืมที่ถามต่อว่า "and you? Mr./Ms." ถ้าเรารู้ชื่ออยู่แล้ว เราสามารถพูดเพิ่มไปได้เลย ตรงนี้แสดงให้เห็นถึงเซ้นส์บางอย่างของเราด้วยนะ

แต่ถ้าให้ดีที่สุด...ทักก่อนเลยครับถ้ามีโอกาส "สวัสดีครับ คุณ...." อะไรก็ว่าไปเลยครับ
หากเรารู้ชื่อผู้สัมภาษณ์ เราควรเอ่ยชื่อนั่นอย่างน้อยสองครั้ง แต่ถ้าเป็นการสัมภาษณ์ที่นาน เราควรเรียกเพิ่มแล้วแต่ความเหมาะสมครับ แต่ไม่ใช่เรียกแม่งทุกครั้งที่คุยนะครับ
เราสามารถใช้คำว่า คุณ กับฝรั่งก็ได้นะครับเพราะปกติ พวกผมที่ทำงานโรงแรมก็เรียกผู้บริหารต่างชาติโดยใช้คำว่าคุณนำหน้าอยู่แล้ว


ตรงนี้ขอย้ำไว้ตรงนี้อีกครั้งนะครับว่า ไม่ต้องกลัวการสัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษนะครับ ให้คิดดังนี้ครับ

- ถ้าผู้สัมภาษณ์เป็นคนไทย ให้คิดไว้เสมอว่า ทักษะภาษาอังกฤษเค้าก็เท่าๆกับเรานี่แหละ

- ถ้าผู้สัมภาษณ์เป็นคนต่างชาติ ให้คิดไว้เสมอว่า ทักษะภาษาอักฤษของเราที่ร่ำเรียนมาจากมหาลัยสามารถสื่อสารกับเค้าได้ และไอ้ฝรั่งหัวเถิกเนี้ย มันก็แค่ฝรังตรอกข้าวสารธรรมดาๆตัวหนึ่งที่บังเอิญใส่สูทมาทำเก็กสัมภาษณ์เราเท่านั้นเอง

จำไว้เสมอว่า เราเป็นคนไทยที่ฝึกพูดอังกฤษในเมืองไทย คนไทยพูดอังกฤษสำเนียงไทยเป็นสิ่งที่ไม่แปลกเลยครับ ไม่ต้องกังวลว่า สำเนียงเราไม่คูลเหมือนดีเจ หรือ อีมีเน็ม อย่างน้อยที่สุดแล้ว เราก็สื่อสารรู้เรื่อง ใช่มั้ยครับ


การสัมภาษณ์งานคือเวลาสั้นๆ ที่เราจะต้องรีดเร้นจักระพลังภายในแสดงให้เห็นว่า
"กูอยากทำงานนี้จริงๆ กูไม่รู้อะไรหรอกเรื่องโรงแรมน่ะ แต่มึงสอนกูสิ แล้วกูจะไม่ทำให้ผิดหวัง"

สิ่งหนึ่งที่สำคัญมากในงานบริการก็คือ "ทัศนะคติ"หรือ "positive attitude" จะเป็นเด็กเสริฟหอยทอดร้านเฮียกวงเยาวราช นที่ดีครับ แต่การโรงแรมยังต้องมีอีกสิ่งเพิ่มเข้ามาคือ "ใจบริการ" หรือ "service mind" ที่ดีด้วย

ทั้ง "service mind" และ "positive attitude" จะว่าไปมันก็เหมือนแดนสนทยา เหมือนป่าหิมพานต์ เหมือนเหล็กไหล ที่มีแต่คนพูดถึงแต่จะมีสักกี่คนที่ได้ไปเห็นมาจริงๆล่ะครับ

4. ระวังคำพูด ผู้สัมภาษณ์ก็แบ่งได้สองสามประเภทเหมือนกันนะครับ เช่นพวกกดดัน พวกชิวๆ หรือพวกจิตวิทยา แต่ทั้งหมดแล้ว จงอย่าเอาใจผู้สัมภาษณ์ และ อย่าสร้างภาพ จงตอบคำถามให้ครบถ้วน ตรงนี้ยากครับ

เราควรจะตอบคำถามให้ครบถ้วน ที่ไหน เมื่อไหร่ กับใคร เท่าใด อย่าพยายามตอบคำถาม เพื่อเป็นเป้าคำถามเปิด ให้ผู้สัมภาษณ์ถามคำตอบต่อไปอีก

Q: เวลาว่างชอบทำอะไรครับ

A: อ่านหนังสือครับ (ปกติเล่นแต่เกมส์)

Q: หนังสือประเภทไหน

A: นิยายสืบสวนครับ

Q: ไหนบอกซิว่าเล่มสุดท้ายอ่านเรื่องอะไรไป

A: อุย...คินดะอินจิครับ ( อ่านเมื่อปีที่แล้ว)

Q: น่าสนนะ...ไหนเล่าเนื้อเรื่องย่อให้ฟังหน่อย

A: .......

(คิดดูนะครับ ถ้าผู้สัมภาษณ์เสือกทะลึ่งเป็นหนอนหนังสือขึ้นมา คุณจะทำยังไง)

จงอย่าสร้างภาพ
ถ้าเป็นผม...ผมจะตอบตามความเป็นจริง เช่นเวลาว่างจะอ่านหนังสือ แต่พักหลังๆ ไม่ค่อยได้อ่านแล้วเพราะช่วงนี้ติดเกมส์ครับ เพราะเพิ่งไปซื้อเครื่องเพลย์มา ฯลฯ

เราสามารถใช้เวลาสั้นๆ ในการละลายพฤติกรรมระหว่างเราและผู้สัมภาษณ์โดยการพูดเรื่องที่ไม่ซีเรียสเกินไป นอกเรื่องนิดหน่อย (นิดหน่อยพอนะครับ ให้พอเราหายอึดอัด) แต่ก็ต้องดูอีกนั่นแหละว่า ผู้สัมภาษณ์เราเค้ายินดีที่จะคุยเล่นกับเรารึเปล่า

จงอย่าตอบว่าต้องการฝึกภาษาค่ะ เพราะนั่นเป็นคำตอบที่ไม่ควรตอบอย่างที่สุด เพราะถ้าอยากฝึกภาษา ให้ไปเรียนต่อ ไม่มีอยากจ้างคนมาเพื่อฝึกภาษาหรอก ลองเปลี่ยนเป็น...อยากใช้ทักษะทางภาษาที่เรียนให้เกิดประโยชน์ อะไรทำนองนั้นจะดีกว่าครับ


5. พูดความจริง(แต่ไม่หมด) อันนี้จะต่อเนื่องจากข้อ 4 แต่ไม่ได้บอกให้โกหกนะครับ แค่บอกให้เราเลือกพูดเท่านั้นเอง ผมขอยกตัวอย่างอันหนึ่งที่ประสบมากับตัวเอง วันนั้นผู้ได้สัมภาษณ์น้องคนหนึ่ง ซึ่งคิดว่าน้องคนนั้นน่าจะยึดหลักพูดความจริง (คิดตามด้วยนะครับว่าถ้าเป็นตัวเองจะตอบยังไง)

Q: ทำไมถึงลาออกจากที่เดิม (อันนี้คำถามโคตรฮิต ถ้าเราทำงานที่แรกก็จะถามว่าทำไมเลือกที่นี่)

A: ผมลาออกจากที่เก่าเพราะว่ามีปัญหาครับ (น้องจริงใจมาก...เหมือนยื่นมีดให้วิชัยแทงอก)

Q: ปัญหาอะไรครับ (เริ่มต้อนครับ)

A: แฟนขี้หึงครับ (น้อง...จริงใจแบบนี้...สมัคร สส ดีว่ามั้ยครับ)

Q: แสดงว่ามีผู้หญิงมาติดเหรอครับ

น้องเค้าก็เริ่มเล่าปัญหาชีวิตตำนานรักดอกเหมยให้ฟังหนึ่งชุด

Q: น้องครับ...ที่นี่ก็มีผู้หญิงทำงานเหมือนกัน สวยด้วย...น้องคิดว่าน้องจะไม่มีปัญหาเหรอครับ

A: ............... ไม่มีแน่นอนครับ

คิดว่าน้องคนนี้ได้งานมั้ยครับ... รักแร้ดำถ้าไม่ใส่เสื้อสายเดียว จะมีคนเห็นมั้ยครับว่ารักแร้เราดำ เราไม่ต้องโกหก แต่เลือกที่พูดได้ครับ

สำหรับคำถามที่ว่า ทำไมต้องทำงานที่นี่หรือ ทำไมต้องออกจากที่เก่า เหตุผลหลักๆที่คนเราจะทำงานที่ใดที่หนึ่ง คือ ผลประโยชน์ครับ แต่ผลประโยชน์ในรูปแบบอะไรล่ะ เงิน? หน้าที่การงานที่ก้าวหน้ามากขึ้น? ที่ที่เราสมัครมั่นคงกว่า? ทุกอย่้างถือว่าได้ว่าเป็นผลประโยชน์ทั้งหมดอยู่ที่ว่าอยู่ในรูปแบบใด

คิดเอาเองละกันว่าอันไหนน่าตอบที่สุด


6. จริงใจ บางครั้งบางอย่างเราก็ต้องยอมรับว่า เราไม่รู้ ทำไม่ได้จริงๆ จะให้ทำไงละ ก็กูทำไม่ได้จริงๆนี่หว่า ถ้าผมถูกต้อนจนมุมจริงๆ ผมก็จะบอกไปแบบลูกทุ่งๆ ว่า ไม่รู้จริงๆ แต่ถ้ามีเวลาหาข้อมูลที่มากกว่าผมจะต้องได้คำตอบแน่นอน

7. พอดี อันนี้สำคัญ ทุกอย่างต้องมีความพอดี

ความมั่นใจถ้ามีมากเกินก็อาจเป็น self ได้นะครับ
ถ้าถ่อมตัวมากเกินไป ก็เรียกว่าไม่สู้คนอีก

ถ้าเป็นตัวของตัวเองมากไปก็นอกคอกอีก

ถ้ารวยมากไปก็ต้องไปอยู่อังกฤษอีก (ฮาๆๆๆๆ) ทุกอย่างต้องพอดีครับ

ระวังจะไม่ได้งานเพราะคำๆนี้นะครับ "over qualified" แปลแบบง่าวๆ ว่า เก่งเกินไป... จำไว้อย่างนะครับ ไม่มีเจ้านายคนไหนอยากได้ลูกน้องที่เก่งเทพมากเกินไปหรอกครับ มันปกครองลำบาก คงไม่มีใครอยากได้แฟนที่ฉลาดสุดๆแบบเมค ไกวเวอร์หรอกใช่มั้ย (ไม่รู้ เด็กสมัยนี้รู้จักรึเปล่าเน้อ)

8. ใจเย็น อันนี้ระวังจะเจอกับพวกโรคจิตที่ชอบใช้จิตวิทยากดดันเราระหว่างสัมภาษณ์ คือพวกเนี้ยชอบนึกว่าตัวเองเป็นตำรวจนอกเครื่องแบบมาสืบสวนคดีขโมยเงาะโรงเรียน ส่วนตัวผมจะมีอาการปวดตับทันทีที่พบกับพวกนี้

Q: คิดว่าตัวเองมีปัญหาเข้ากับผู้อื่นมั้ย (เริ่มกวนตีนละ)

วิชัย: ปัญหาประเภทไหนครับ (อารมณ์ปรี๊สทันที)

Q: อยากเช่นการทำงาน ความคิดเห็นไม่ตรงกัน

วิชัย: ผมชอบทำงานเป็นทีมครับ ถ้าไอเดียคนอื่นดีกว่าของผมแล้วจะทำให้การทำงานสำเร็จผมก็จะยอมรับนะครับ...

ตรงนี้ผมว่าผมไม่มีปัญหาครับ

Q: แล้วถ้ามีขึ้นมาละ (ยัง...ยังไม่เลิก)

วิชัย: ถ้ามีขึ้นมาผมก็จะขอให้มาคุยกันครับก่อนที่ปัญหาจะใหญ่โต

Q: แล้วถ้าคุยแล้ว ยังมีอีกละ (กวนตีนงี้ มาต่อยกันตัวๆเลยดีกว่ามะ)

วิชัย: แสดงว่าองค์กรคุณกำลังมีปัญหาภายในระหว่างบุคลากรใช่มั้ยครับ ถึงได้อยาก make sure ว่าผมจะไม่มีปัญหากับคนอื่นอีก

Q: ........

นั่นเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีนะครับ กวนตีนเจ้าพนักงานอาจถูกใบสั่ง หักแต้ม เทียบจับได้นะครับ บางทีการที่ผู้สัมภาษณ์พยายามกวนตีนและกดดันคุณน่ะ

อาจเพราะอยากจะทดสอบจิตใจเวลาต้องทำงานใต้แรงกดดันก็ได้นะครับ เพื่อนผมคนหนึ่งสมัคนแอร์โฮสแตส รู้มั้ยครับว่าเธอถูกถามว่าอะไร

"ถ้าระหว่างทำงานอยู่เกิดมีอารมณ์ทางเพศอย่างรุนแรงจะทำอย่างไร"

"โห....แล้วมึงตอบยังไงวะ" วิชัยถามด้วยความอยากรู้

"กูก็ตอบว่าทำงานต่อไปดิ...รึมึงจะให้กูตอบว่า ไปแอบช่วยตัวเองรึไง"

 

 

อืม...ถูกของมัน



9. คำถาม การที่เรามาถูกสัมภาษณ์ ไม่ได้หมายความว่าเราห้ามถาม เราสามารถถามข้อสงสัยกลับได้ ยกตัวอย่างเวลาที่ผู้สัมภาษณ์ถามอะไรที่เราไม่เข้าใจหรือเข้าใจยากเกินไป หรือใช้ศัพท์เทคนิคมากไป เราก็ถามบ้างก็ได้นะครับ ไม่ต้องกลัว นี่จะเป็นการแสดงให้เห็นถึงความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ของเรา

ในช่วงสุดท้ายของการสัมภาษณ์ ผู้สัมภาษณ์มักจะปิด โดยการให้เราถามคำถาม ตรงนี้ควรจะถามอะไรสักอย่างแต่ให้เป็นแง่บวกนะครับ แนะนำให้ถามเรื่องทำนองว่า เราจะได้รับการฝึกปรือ

หรือเราจะมีโอกาสเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานรึเปล่า...

อย่าพึงเสล่อไปถามละว่าเงินเดือนจะขึ้นยังไง

10. ขึ้นใจ จำให้ขึ้นใจเสมอนะครับว่า positive attitude คือหัตถาครองพิภพ คือเจ้าแห่งแหวน คือลมหายใจของความคิดถึง คือหญ้าราคะ มันคือทุกอย่าง

 

ก่อนที่จบเอาทรีผมขอจบด้วยคำถามคลาสสิคที่ต้องเจอระหว่างการสัมภาษณ์นะครับ

ลองไปตอบกันเล่นๆดูกับเพื่อนก็ได้



ทำไมคุณเลือกงานนี้

ทำไมเราถึงต้องจ้างคุณ

จงบอกข้อดีข้อเสียของคุณ

รู้อะไรเกี่ยวกับองค์กรเราบ้าง

ทำไมลาออกจากที่เก่า

รู้สึกยังไงกับที่เก่า

ทำอะไรมาจากที่เก่าก่อนออกบ้าง

ข้อดีของที่ทำงานเก่า

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

กระทู้นี้มีประโยชน์ดีจริงๆ คะ ถึงจะไม่ได้ทำงานโรงแรมก็สามารถเอามาใช้ได้เหมือนกัน อ่านแล้วนึกถึงตอนที่ตัวเองเดินร่อนแจกใบสมัครจริงๆ 555 ตอนนี้ทำงานบริษัทที่ 2 แล้ว ไม่รู้จะมีที่ที่ 3 ที่ 4 ตามมาหรือเปล่า ถ้ามี คงต้องขุดกระทู้นี้กลับมาอ่านอีกแน่ๆ อิอิ big smile big smile big smile Hot!

แถมดาวให้ 1 ดวงนะคะ

#1 By ~Bunny~ on 2008-06-09 07:12

คนไทยพูดอังกฤษสำเนียงไทยเป็นสิ่งที่ไม่แปลกเลยครับ

ประโยคนี้ผมชอบมากๆเลย ถ้ายึดประโยคนี้ไว้ คงสร้างความมั่นใจในการพูดภาษาอังกฤษขึ้นเยอะเลยครับ

เอนทรี่นี้สุดยอด!!!!

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#2 By SkyKiD on 2008-06-09 07:43

Hot! Hot! Hot!
ผมได้แค่หวังว่า ผมจะไม่โดนสัมภาษณ์งานเป็นภาษาอังกฤษนะ

(เรียนสายวิศวะ คอมฯ)

#3 By ซับบาธ... on 2008-06-09 07:48

Hot!

ยิดไปเลย

ขอผมคงมีปัญหาเดียวคือเรื่องภาษาอังกฤษนี่แหละ

พูดมันไม่เหมือนเขียนอะ ทำไงดีครับ

#4 By หูใหญ่ on 2008-06-09 08:14

โฮ้...ดีค่ะดี..ตอนสัมภาษณ์งานที่โรงงานยา อะฮั้นแทบแย่เจอคำถามจิตวิทยา + กดดันล้วนๆ เพราะต้องเข้าไปคุมคนงานที่อายุงานสูงๆ
sad smile sad smile sad smile

#5 By (^_^)/nana on 2008-06-09 10:05

ไอ้คำถามข้างล่างนี่โดนใจ เพราะส่วนใหญ่มักจะตอบไม่ค่อยได้ค่ะ T_T Hot!

#6 By gsawa on 2008-06-09 10:11

ขอบคุณในคำแนะนำ เป็นประโยชน์สุดๆค่ะ confused smile

#7 By ~ wanwizaa ~ on 2008-06-09 10:26

อ่านจบแล้วเหมือนมีรุ่นพี่มาติวเตรียมพร้อมสมัครงานให้เลยค่ะ โดยเฉพาะลิสคำถามท้ายเอนทรี่ ถ้าเจอจังๆแบบไม่ทันตั้งตัวคงได้อ้ำอึ้งกันแน่ๆ

ขอบคุณมากนะคะ big smile Hot!

#8 By maebin on 2008-06-09 10:28

แหะๆ กวนตีนคนสัมภาษณ์ ผมทำบ่อยโคตรHot! Hot!

#9 By plynoi แว่วศรี on 2008-06-09 10:30

โอ้ว ตอบยากจัง

#10 By หมูทอดซามะ on 2008-06-09 10:33

อ่านแล้วเริ่มรู้สึกอยากทำมั่ง...^^"
Hot!

#11 By on 2008-06-09 10:46

เป็นประโยชน์มากมายคะcry Hot!

#12 By be-gift on 2008-06-09 10:56

อ่านแล้วได้ประโยชน์มากๆ ค่ะ
พรุ่งนี้ไปสัมภาษณ์งานโรงแรมพอดีเลยbig smile

Hot!
คำถามตอนท้ายนี่แบบว่าsad smile Hot! Hot!

#14 By nonworld on 2008-06-09 11:25

"เรากำลังให้โอกาสบริษัทนั้นเลือกเราตังหาก"

ชอบคำนี้จับใจ confused smile

Hot!

#15 By oatato on 2008-06-09 11:42

wink คำถามกดดันนี่สุดยอดจริงๆ ต้องเตรียมใจไว้บ้างแล้วเรา

#16 By เสี่ยแนน on 2008-06-09 11:52

เป็นพื้นฐานที่มีประโยชน์ครับ...

#17 By รีคอนดำ on 2008-06-09 12:28

อ่านเป็นรอบที่สองแล้ว แต่ก็ยังเยี่ยมยอดเหมือนเดิม เป็นประโยชน์แก่เด็กจบใหม่จำนวนมาก (รวมถึงผม ถ้าจะเข้าสายโรงแรม)

ว่างๆรบกวนคุณวิชัยช่วยอธิบายหน้าที่การทำงานของแต่ละฝ่ายคร่าวๆด้วยสิครับ เวลาคนจบไม่ตรงสายการโรงแรมแล้วไปสมัคร จะได้ทราบว่าฝ่ายนั้นๆต้องการอะไร และต้องการประสบการณ์อย่างไร หน้าที่เป็นยังไงกัน (อย่างผมเนี่ยจบเอกอังกฤษ แต่เสือกชอบงานห้องอาหาร ก็ไม่รู้ว่าที่แท้เป็นยังไง)
Hot! Hot! Hot!

#18 By Evan Yzac -- The Crow on 2008-06-09 13:18

ได้ประโยชน์ดีคะ



ชอบๆ เผื่อได้ใช้วันข้างหน้า confused smile

#19 By MilkGarden n__n* on 2008-06-09 14:32

เคยเจอถามตำแหน่งกระจอกๆ แล้วผมก็สอบตก sad smile
ตอนสัมภาษณ์งานนี่มันกดดันจริงๆนะครับ

#20 By โก๋สิจ๊ะ on 2008-06-09 16:19

นี่ไม่ใช่แค่เอนทรี่สำหรับคนที่อยากจะทำงานโรงแรมนเลยนะคะเนี่ย...เคนทำงานไหนก็จำเป็นต้องใช้ทักษะเหล่านี้ น่าประทับใจจังเลยค่ะคุณวิชัย

Hot! Hot! เอ้า..ดราก้อนบอล~ ขอบคุณสำหรับเอนทรี่ดีๆแบบนี้ค่ะ

#22 By tako-ika on 2008-06-09 22:54

เลิศค่ะ Hot! big smile

#23 By 【零-blUeFaKe-】 on 2008-06-10 07:51

ทำไม๊...พี่ไม่เขียนเร็วกว่านี้ซัก 2 อาทิตย์sad smile (ล้อเล่นค่ะquestion )Hot! Hot! Hot!

#24 By Icys :: Luminous Wrath on 2008-06-10 22:52

ได้ประโยชน์มากๆ ค่ะ เคยแอบคิดนะคะว่าจะทำงานโรงแรม แต่ไม่ได้เรียนการโรงแรม อ่านเอนทรี่ ยังพิฝันต่อได้นะ ขอไปฝึกภาษาก่อน

แต่เจอลูกค้าซากอ้อยบ่อยๆ ท่าทางเบ๊จะทนไม่ไหวน่ะสิเนี่ย

สาระดีจัง ขอบคุณนะคะ

#25 By General เบ๊ on 2008-06-21 14:41

มีประโยชน์ดีอ่ะ
เด๋วจะเอาไปอะแด๊ปใช้มั่ง
ขอบคุณนะ big smile

#26 By [[[Am@giN]]] on 2008-07-28 14:22

โห รวบรวมคำถามได้สุดยอดครบครัน ..เพราะอิชั้นเจอครบหมดแล้วทุกข้อ

ทำไมคุณเลือกงานนี้

ทำไมเราถึงต้องจ้างคุณ

จงบอกข้อดีข้อเสียของคุณ

รู้อะไรเกี่ยวกับองค์กรเราบ้าง

ทำไมลาออกจากที่เก่า

รู้สึกยังไงกับที่เก่า

ทำอะไรมาจากที่เก่าก่อนออกบ้าง

ข้อดีของที่ทำงานเก่า

#27 By ModChangminnie on 2008-08-08 01:52

พลัดหลงเข้ามาในนี้โดนบังเอิญค่ะ
แต่พอหลงเข้ามา ไม่อยากออกไปเลย...5555+
หลงรักเจ้าของบล็อคนี้ แล้ว โดนใจที่ซู๊ด...

เรากำลังจะสัมภาษณ์งานที่รร.เซ็นจูรี่พร่งนี้พอดี มีประโยชน์จริงๆ

เจ้าของบล๊อคเป็นคนเก่งจังนะคะ เขียนเรื่องราวยาวๆได้ แต่อ่านไม่เบื่อเลยซักนิด

ข้าน้อย...ขอฝากตัวด้วยนะบัดนี้confused smile

#28 By BENZ (58.8.103.69) on 2008-08-15 00:21

มีประโยชน์มากจริงๆ ต่างจากกระทู้ที่อ่านเมื่อกี้ไงไม่รู้ sad smile(ทู้เสียวรูตูด) กำลังจะไปสมัครงานใหม่อยู่พอดีนะเนี่ย

#29 By jj (117.47.21.181) on 2008-08-23 10:59

ชอบตงนี้อะ อ่านแล้วสะไจมาก 555 อยากจะพูดออกไปจิงๆ การสัมภาษณ์งานคือเวลาสั้นๆ ที่เราจะต้องรีดเร้นจักระพลังภายในแสดงให้เห็นว่า
"กูอยากทำงานนี้จริงๆ กูไม่รู้อะไรหรอกเรื่องโรงแรมน่ะ แต่มึงสอนกูสิ แล้วกูจะไม่ทำให้ผิดหวัง" 555555confused smile

#30 By iampuengz (58.9.88.180) on 2008-09-04 21:11

เยี่ยม ยอด และ เยี่ยมเยือนอย่างเป็นทางการหลังจากแอบอ่านมาหลายทีแล้ว อิอิ
พึ่งสมัครงานไป ทำไมไม่ได้อ่านบลอคพี่ก่อนง่าาาา

#32 By yakou on 2008-10-15 19:38

ชอบกระทู้นี้จิงคะ

เพราะว่าเผอิญจาไปสอบสัมภาษณ์ฝึกงานพอดี

เครียดมั่กๆเพราะเปงคนตัวสั่นเวลาเขินหรืออาย

มาอ่านแล้วรู้สีกผ่อนคลาย

เขียนได้อย่างสบายๆแต่หนักแน่น

อ่านไปหัวเราะไป

#33 By พลอย (58.9.246.141) on 2008-12-19 20:32

อ่านและชอบคนเขียนเลยอะ

ดูอบอุ่นแอนด์ฮา

#34 By *-* (58.9.246.141) on 2008-12-19 20:37

มีประโยชน์มากกค่ะ

บังเอิญมาเจอเอนทรีนี้ ตอนกำลังมีความคิดเปลี่ยนงานพอดีเลยsad smile

#35 By ์nann-ja (203.156.36.181) on 2009-04-15 16:00

Thank You มากกๆๆมีประโยชนมากก

#36 By (117.47.206.219) on 2009-04-23 17:57

ขอบคุณมากๆนะคะกำลังจะไปสัมภาษณ์ไม่กี่วันนี้แล้ว
แต่เป็นสัมภาษณ์ขอฝึกงานคะอ่านแล้วมีประโยชน์มากเลย

#37 By (58.9.144.44) on 2009-05-18 16:29

ขอบคุณที่ช่วยแบ่งปันสิ่งดีๆให้กัน มีประโยชน์มากค่ะ surprised smile double wink cry

#38 By (202.29.60.210) on 2009-06-17 17:46

open-mounthed smile open-mounthed smile

#39 By mp3 (117.47.179.121) on 2009-06-28 13:33

big smile big smile big smile

#40 By ฟังเพลง (117.47.179.121) on 2009-06-28 13:33

ชอบมากครับ

#41 By Download All Mp3 (203.156.6.108) on 2009-07-17 01:05

สุดยอดมากแบบนี้

#42 By 789789 (58.8.140.121) on 2009-09-24 20:47