ทรงพลัง...ฉัพพรรณรังสี
posted on 16 Jun 2008 02:06 by doggiestyle in iloveit, MyStoryผมมีเวบไซค์ที่ผมชอบเข้าอยู่เวบหนึ่ง
เป็นคำอ้างอิงของบุคคลต่างๆ ที่บางครั้งอ่านแล้วก็แอบมีพลังขึ้นมาได้เหมือนกัน
แต่บ่อยครั้งในชีวิตการทำงาน คนรอบๆข้างก็เป็นครูชีวิตให้เราโดยที่เราไม่รู้ตัว
บางครั้งคำพูดง่ายๆ บางคำ บางประโยคที่ไม่ต้องหรูเลิศ ไม่ต้องประดิษประดอยอะไร ก็เหมือนมือป้านๆ ตบกระโหลกเราเข้าฉาดใหญ่ให้เราได้หยุด ได้คิด ได้ทบทวนเหมือนกัน
เอนทรีนี้ผมอยากเขียนเก็บไว้เป็นที่ระลึกว่า ความคิดความอ่านบางเสี้ยวทุกวันนี้มาจากคำพูดของท่านเหล่านี้ครับ!
1. มีอยู่ช่วงหนึ่งในการทำงานที่ผมจะรู้สึกว่า แม่งอะไรๆก็ไม่ได้ดั่งใจ ทำไมไม่เป็นแบบนี้วะ ทำไมไม่เป็นแบบนั้นวะ ห่าเอ้ย ทำไมกูต้องมาทำแบบนี้ด้วยวะ
วันหนึ่ง...
มีน้องคนหนึ่งอายุคราวน้องผมหลายๆปีเลยทีเดียว ผมเสียใจที่จำชื่อน้องเค้าไม่ได้ น้องเป็นยามครับ แต่สิ่งที่น้องคนนี้โดดเด่นมากคือ ไอ่นี่แม่งทะลึ่ง ฉลาด และกล้าต่อปากต่อคำ ที่สำคัญขยันมาก วิ่งเข้าหางานตลอด
มีอยู่วันหนึ่งน้องเค้ารำพึงถึงอุปสรรคในการทำงานของน้องให้ผมฟัง เรื่องงาน เรื่องหัวหน้างาน และอีกหลายเรื่อง ก่อนที่น้องเค้าจะจบบทสนทนา น้องเค้าถอนหายใจแล้วยิ้มน้อยๆ แบบปลงๆ แล้วพูดว่า
"ทำไงได้ครับ ก็รับเงิน (เงินเดือน) เค้ามาแล้ว...ก็ต้องทนทำกันต่อไป"
ผมได้แต่นั่งเงียบ... แม่ง...เด็กมันยังคิดได้ เราจะมาอะไรนักหนา องค์กรเค้าจ้างให้มาทำงาน เรื่องเหี้ยๆอุปสรรคทั้งหลาย มันต้องมี และมันก็เป็นสิ่งที่องค์กรจ้างให้มาจัดการเรื่องเหล่านี้ ไม่ใช่หรือ?มันคือ "เงื่อนไข" ในการทำงาน สิ่งเดียวที่ทำได้คือ มีความสุขกับมันให้ได้มากที่สุด เท่านั้นเอง
ครั้งสุดท้ายที่ผมเจอน้องคนนั้นคือวันที่น้องเข้าบอกผมว่า จะไปเกณฑ์ทหาร
ไม่รู้ว่าตอนนี้น้องเค้าจะอยู่ไหนแล้ว...
2. ที่เชียงราย ผมเข้ากะดึกบ่อยมาก และเวลาที่เข้ากะดึก ผมจะมีเครื่องดื่มประจำตัวคือ เอ็มร้อยห้าสิบ และกาแฟเบอร์ดี้...ดูแม่งโลว์ คลาสใช่มั้ยครับ...ทำไงได้ละ ในป่า ในดง มีให้กินก็ดีแค่ไหนแล้ว
ทุกๆคืนตอนสามทุ่มครึ่ง จะมีรถพนักงานมารับผมเข้าโรงแรม...โดยจะมีน้ายามคนหนึ่งขับมารับเสมอ
ผมรู้สึกว่าน้าคนนี้ไม่เหมือนยามคนอื่นตรงที่เค้าก้มหน้าก้มตาทำงานอย่างเดียว ไม่มีการเอาเรื่องส่วนตัวมาเล่าให้ฟังหรือ มาขอลดหย่อนงานจากหัวหน้า และไม่มีการมาตีตัวสนิทด้วย
ตลอดเวลาที่รับส่งกันมา เราสองคนคุยกันแค่ไม่กี่ประโยค และไม่หนีไปจากคำพูดทำนอง
"คุณแว่น จะแวะร้านซื้อของมั้ยครับ"
"โชคดีครับน้า"
น้าจะไม่เริ่มบทสนทนาอะไรหากผมไม่ถาม น้าไม่มีการมาทำตัวมั่วถามนู่นนี่นั่นแบบคนอื่น...
ทุกๆคืนผมจะซื้อเอ็มร้อยหนึ่งขวด กาแฟหนึ่งกระป๋อง มาม่าสองซอง ปลากระป๋องหนึ่งกระป๋อง
บางคืนจะซื้อเอ็มร้อยให้แกขวดหนึ่ง... พอขึ้นรถผมก็จะจัดการดวดเอ็มร้อยซะ
หลายๆเดือนเข้า...คืนหนึ่งน้าหันมาทักผม อย่างที่แกไม่เคยทำมาก่อน
"คุณแว่นดื่มแบบนี้สุขภาพไม่ดีนะครับ"
"อ๋อ...ครับ" ผมงง กับคำแนะนำแก
"คุณแว่นไม่ลองดื่มซุปไก่แบรนด์ดูเหรอครับ"
"อ๋อ...มันแพงอ่ะลุง"
ลุงแกก็ตอบสวนมา ซึ่งผมว่า ประโยคนี้จับใจมากครับ
"ผมยังซื้อดื่มเลย อาทิตย์ละขวด...เงินเดือนอย่างคุณแว่นซื้อดื่มวันละขวดยังได้เลยครับ"
ได้แต่เงียบ...อึ้งไป..น้ำตาตกในเลยครับ...
นี่เราทำอะไรอยู่ตั้งนานวะ...ทำไมเรื่องแค่นี้ต้องให้มีคนอื่นมาบอกวะ
นี่คงเหมือนการที่เรามีรอยเปื้อนตรงหางคิ้ว...สิ่งที่เราต้องการคือกระจก หรือ คนที่เดินมาบอกว่า มึงไปทำอะไรมา ไม่รู้รึไงคิ้วมึงเปื้อนอยู่....
ทุกวันนี้ผมยังคงดื่มพวกเอ็มร้อย อะไรอยู่นะครับ เวลาที่คิดว่าร่างกายต้องการอะไรหวานๆ คลายเครียด แต่ผมก็ซื้อซุปไก่แบรนด์ดื่มวันเว้นวัน
ทุกครั้งจะนึกถึงหน้าน้าคนนั้นทุกครั้งครับ...ไม่รู้ว่าตอนนี้แกเป็นไงบ้าง
3. เวลาที่ใครสักคนได้เลื่อนตำแหน่งผมว่า จะต้องมีการสอนงานกันว่า ตำแหน่งนี้มีหน้าที่การงานอะไรบ้างที่เราต้องทำ...
แต่ผมโคตรมั่นใจว่า ไม่มีใครหรอกครับ จะมาบอกว่า เราควรทำอะไร ไม่ควรทำอะไร มันเป็นสิ่งที่คนเราต้องค้นหาเอาเอง การที่ทำตัวให้คนอื่นยอมรับในอีกตำแหน่งหนึ่ง...เป็นอุปสรรคที่ยืนจังก้ารอให้เราเข้าไปจัดการครับ
จากที่เราเป็นเพื่อนในตำแหน่งเดียวกัน วันหนึ่งเราเสือกได้มาเป็นหัวหน้างานเพื่อนเรา...
ผมว่าแม่งละเอียดอ่อนและยากมากว่ะ ในการวางตัวเองให้คนอื่นฟัง และเรายังรักษาความเป็นเพื่อนได้อยู่
ครั้งหนึ่งผมได้เลื่อนจากพนักงานธรรมดา เป็นซุปเปอร์ไวเซอร์
บอกได้เลยว่า แม่งยากสัดๆ มันเป็น skill ที่ไม่มีทีใดในโลกสอนแล้วครับ
บอกได้เลยว่าคำพูด "เอาใจเขา มาใส่ใจเรา" ไม่พอครับ!
มันต้องการมากกว่านั้น ความอดทน ความใจกว้าง เหี้ยห่า อะไรอีกไม่รู้เยอะแยะ
ผมว่าผมต้องการลิสต์เป็นข้อๆ เลยว่าห้ามทำนี่ ห้ามทำนู่น
ผมไม่รู้จริงๆ ว่าผมทำตรงนั้น ตอนนั้นได้ดีแค่ไหน แต่ที่แน่ๆ ผมไม่รู้ว่า ซุปเปอร์ไวเซอร์ควรทำตัวอย่างไร...
พี่ตุ้ย หัวหน้าผมขณะนั้นพูดหนึ่งประโยคที่คลาสสิคมาก
"หัวหน้าที่ดี ไม่ใช่เก่งอย่างเดียว...ลูกน้องต้องรัก หัวหน้าที่ดีคือลูกน้องรัก"
โอ้ซซซ เจ้ดดดดด!
บังเกิด ฉัพพรรณรังสี
พี่ตุ้ยตอนนั้นเหมือนมีดอกบัวผุดมาข้างหลังพร้อมรังสีออร่า โอ้วววว์แสงจ้าเหลือเกิน....
ถูกต้องที่สุดครับ...
หัวหน้าเก่งขั้นเทพยังไง ลูกน้องไม่รักซะอย่าง แม่งไม่รุ่งแน่...ใครจะรู้ลูกน้องอาจรุมกันเอาสารปรอทมาป้ายตรงปุ่ม enter ทุกวันให้สารค่อยๆซึมเข้าเม็ดเลือดเราก็ได้
หรือลูกน้องอาจจะวางกับดักเรือใบไว้หน้าห้องน้ำก็เป็นได้อีก
ดูอย่างเล่าปี่ในสามก๊กดิ ห่า ไม่ได้เก่งแม่งซักอย่าง ทำอะไรไม่เป็นซักอย่างนอกจากทำตาซึ้งๆ น้ำตาปริมๆ
แต่เป็นไง ลูกน้องรัก ยอมตายแทน เล่าปี่เลยดูดีขึ้นมา 78%
อีกครั้งหนึ่งพี่เจี๊ยบเคยเปรยไว้ว่า
"การเป็นหัวหน้าคนคือมีหน้าที่รับขี้...ทำดีลูกน้องได้ เรื่องเลวหัวหน้ารับ"
ผมไม่ได้จะบอกว่า ผมเป็นหัวหน้าที่ดีนะครับ ผมขี้เกียจ ผมทำงานไม่เรียบร้อย บางทีผมยังเด็กเกินไปในบางเรื่องด้วยซ้ำ แต่ผมกำลังพยายามครับ!
4. ครั้งหนึ่งได้มีโอกาสไปทำงานที่หัวหิน...เป็นทีมเปิดโรงแรม...
การเป็นทีมเปิดโรงแรมนั่นสนุกมากครับ เราวางระบบงานกันทุกอย่างเอง ที่หัวหินพิเศษตรงที่ระบบคอมพิวเตอร์ใช่ไม่เหมือนกับที่เคยทำมา
คือในการโรงแรมจะมีระบบปฎิบัติการครับ...แต่ละโรงแรมจะมีระบบที่ไม่เหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่จะใช้ระบบเดียวกันที่เรียกว่า ระบบ Fidelio ซึ่งเป็นที่แพร่หลายมาก ประหนึ่ง microsoft window.
ที่หัวหินไม่ได้ใช้ระบบ Fidelio ครับแต่ใช้ระบบอะไรก็ไม่รู้ที่แปลกหน้า แปลกตา ทุกอย่างเลยดูยุ่งยาก ทำอันนั้นไม่ได้ ทำแบบนี้ไม่ได้ ต้องทำแบบนั้นก่อน ต้องเป็นแบบนี้ก่อน
เปรียบไปก็เหมือนใช้ nokia อยู่ดีๆ วันหนึ่งเสือกต้องใช้ motorola อารมณ์นั้นเลยครับ
แน่นอนการเปรียบเทียบต้องมี และทุกคนก็ลงความเห็นว่า...ระบบนี้ห่วย ไม่ดี
นายใหญ่เดินมาถามคำถามง่ายๆที่กินใจผมจนถึงทุกวันนี้
"ใช้ไม่ดี...หรือไม่คุ้นเคย"
มาคิดดีๆแล้ว...ก็จริงนะครับ คนเราอะไรที่ไม่คุ้นเคย หรือ แปลกไปจากเดิม มักจะถูกตัดสินก่อนว่า ไม่ดีแบบนั่น แบบนี้
จำได้ดีว่า สมัยที่ทำงานโรงแรมใหม่ๆ ใช่ระบบกล้วยไรไม่รู้ที่ยังเป็นตัวเขียวๆ
วันหนึ่งเปลี่ยนมาใช้ Fidelio ที่โคตรจะสะดวกแล้ว อาทิตย์แรกแทบจะเอาตีนกระทืบคอมทีเดียว
เพราะทำอะไรดูลำบากไปหมด แต่หนึ่งเดือนให้หลัง ทุกอย่างดูราบรื่น ชีวิตง่ายขึ้น
สรุป มันใช้ดีมาก แต่เราใช้ไม่คล่องกันเอง
อย่าพึ่งด่วนตัดสินใจอะไรเลย มันอาจจะดีกว่าที่คิดก็ได้
และหากมันไม่ดีจริงๆ มันก็คือเงื่อนไขในการทำงานแล้วแหละ
5. ใครๆ ก็มีปัญหาความรักครับ ผมกับแฟนคนเก่าผมมีปัญหากัน เป็นปัญหาประเภทที่ว่า มองหน้ากันก็รู้ว่ามันคืออะไร แต่ไม่สามารถบอกเป็นภาษาพูดได้ ผมว่าหลายคนเป็น
ด้วยความที่ตัวผมเองยังไม่รู้ว่าปัญหาระหว่างเราจะพูดเป็นภาษามนุษย์ยังไง เลยทำให้ผมนำไประบายให้ใครฟังลำบาก...อีกอย่างคือ ผมถือว่า ชีวิตรัก เป็นเรื่องส่วนตัว เรื่องส่วนตัวไม่ควรนำไปให้คนอื่นรู้ในที่ทำงาน
ช่วงนั้นเหมือนมีราหูจับอยู่ที่หว่างคิ้ว ชีวิตราบเรียบมากคือ แย่ แย่ แย่
พี่ตุ้ยคนเดิม บอกว่า
"ความรักต้องไม่อดทน ความอดทนใช้ในการงานอาชีพเท่านั้น"
love is not obligation!
เมื่อไหร่ที่เราต้องอดทน เราจะไม่มีความสุข
อาจจะไม่จริงในทุกเหตุการณ์ แต่ครั้งนั้นสำหรับผม...แม่งโคตรจริงครับ เหมือนพี่เค้าเอาหลาวยาวสามเมตร ปักอกทะลุ การที่คนสองคนต้องมาอดทนอะไรสักอย่างที่มันหนักอก ทุกวันๆ มันไม่สนุกเลยครับ ไม่นานผมก็เลิกกับเธอครับ ถึงจะไม่ใช่ happy ending แต่ผมว่ามันดีสำหรับเราทั้งสองคน
เอ่อ นึกออกเท่านี้เองแฮะ
อืม...แอบอู้ไปได้อีกหนึ่งเอนทรีว่ะ
(หัวเราะกลบเกลื่อน)
กำลังเขียนอยู่หนึ่งเอนทรี เรื่องเกี่ยวกับวีรกรรมแขกที่ป่วยทางจิต
และแน่นอน... FaQ
ป.ล. แอบเอาเพลงเก่ากลับมาเล่นใหม่ หวังว่าจะไม่เบื่อกันนะ


เจงๆ
ประโยคนี้แตกแขนงได้หลายมากค่ะ
คนไทยส่วนใหญ่ไม่ค่อยชอบการเปลี่ยนแปลง
อะไรๆที่เปลี่ยนไปจากเดิมแบบหน้ามือเป็นหลังมือ
มักจะรับไม่ได้ และปฎิเสธ
หรือต่อให้เปลี่ยนไปแค่เล็กน้อย ก็ยังพยายามจะรักษาสิ่งเก่าไว้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยสนใจใยดี
ปล.ช่วงที่ใช้ Firefox แรกๆ เจี๋ยก็รู้สึกว่ามันยุ่งยาก แต่พอใช้สักพักแล้วก็ชอบมาก
#1 By อีเจี๋ยจุกจิต on 2008-06-16 04:24