เริ่มที่หนัง จบที่??
posted on 27 Jul 2008 03:11 by doggiestyle in MyStory
จำได้ว่าตอนเรียนการโรงแรม มีบทเรียนอยู่หนึ่งตอนสมัยเรีย เขียนเรื่องเสียงดนตรีกับพฤติกรรมของผู้บริโภคประมาณว่า ร้านอาหารที่ต้องการเทิร์นโอเวอร์ของลูกค้าสูงๆ ต้องเปิดเพลงที่เร็วๆ เพื่อให้ลูกค้าทำอะไรเร็วๆ กินเร็วๆ แล้วก็จากไป ลูกค้าคนอื่นจะได้เข้ามากินต่อ
สังเกตได้จากร้านฟาสฟู้ตทั่วๆ ไป ในทางตรงกันข้ามเพลงช้าๆ จะทำให้คนไม่รีบ กินแบบเรื่อยๆ มันทำให้ผมแอบคิดไปเองว่า ด้วยเหตุผลนี่แหละมั้งที่เพลงส่วนใหญ่ในล็อบบี้โรงแรมจึงเป็นเพลงโบราณช้าๆ มันอาจทำให้ลูกค้าใจเย็นขึ้นไม่รีบจนเกินไปมั้ง
วันก่อนผมไปดูแบทแมนมา แล้วผมคิดว่าไอ้เรื่องเสียงที่ผมพูดมาข้างบน มันโคตรจะจริงที่สุด
ผมว่าคนอื่นๆ คงจะรีวิวไปหมดแล้วกับแบทแมน แล้วส่วนใหญ่มันก็ออกมาดีมากเสียด้วย แต่ผมก็ยังไม่มีโอกาสได้ดูสักที จนเมื่อวันที 25 ที่ผ่านจึงได้มีโอกาสดูสักที หนังเข้ามาได้อาทิตย์กว่าแล้ว คนดูยังเต็มโรงอยู่เลยนะครับ
ถ้าแบทแมนภาคก่อนๆ เป็นหนังที่สร้างมาจากการ์ตูน ในภาคนี้ก็คงเป็นแบทแมนที่สร้างอิงมาจากการ์ตูน เพราะตัวชุดแบทแมนไม่เป็นการ์ตูนแล้ว โจ๊กเกอร์ไม่ใส่เสื้อผ้า และแต่งหน้าหนาๆ แบบการ์ตูนแล้ว ภาคนี้จริงมากๆ
ไม่รู้ว่าภาคนี้ตั้งใจจะใช้โจ๊กเกอร์เป็นตัวชูเรื่องรึเปล่าเพราะโปสเตอร์โปรโมทหนังชุดหลังๆ ก่อนหนังฉายดูจะเน้นไปทางโจ็กเกอร์ซะส่วนใหญ่
แต่ถ้าภาคนี้จะเอาแบทแมนมาทำเป็นตัวประกอบก็ไม่ใช่เรื่องที่แย่จนเกินไป เพราะภาคนี้โจ๊กเกอร์สุดตีนจริงๆ ครับ
โจ๊กเกอร์ในเวอร์ชั่น แจ๊คนิโคลสัน สำหรับผมถือว่าเป็นภาพจำ คือพูดถึงโจ๊กเกอร์ ต้องแจ็คนิโคลสัน แต่นั่นก็ก่อนที่จะมาดูฮีธเวอร์ชั่นนี้
ต่อไปหากมีโจ๊กเกอร์เวอร์ชั่นใหม่ เชื่อได้ว่าจะต้องมีคนกลับมาพูดว่า "ฮีธเล่นได้ดีกว่า"
ฮีธ เลดเจอร์คงเหมือนไมเคิลจอร์แดนตอนออกจากวงการบาสครั้งแรก คือเลิกตอนที่ยังสุดยอด
ฮีธ เลดเจอร์เสียชีวิตในขณะที่ตัวเองสุดยอดเหมือนกัน
ต่างกันตรงที่ จอร์แดนกลับมาเล่นบาสอีกครั้ง แต่ฮีธ ไม่กลับมาอีกแล้ว
ภาคนี้นอกจากความป่วยของฮีธแล้ว ซาวน์ประกอบยังเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการเป็นโจ๊กเกอร์
คือเท่าที่สังเกตในเรื่อง จะมีประมาณสี่ห้าซีนใหญ่ที่โจ๊กเกอร์จะเข้ามาคุกคามอารมณ์คนดู และทุกครั้ง จะมีซาวน์ประกอบ...อย่าว่าเป็นเสียงดนตรีเลยครับ เพราะมันออกไปในทางเสียงประกอบมากกว่า เสียงที่ว่าจะคล้ายๆ เสียงไมค์หอน หรือเสียงความถี่เวลาจูนวิทยุ...บอกไม่ถูกเหมือนกัน แต่ไอ้เสียงที่ว่ามันจะคลอเบาๆ พร้อมกับที่โจ๊กเกอร์เริ่มบทสนทนาต้อนอารมณ์คนดู แล้วค่อยๆ ดังขึ้นมาเสียดประสาทให้เราคนดูพลอยมีอารมณ์อึดอัดไปด้วย
อีกเสียงที่ไม่รู้คนอื่นรู้สึกเหมือนผมรึเปล่านะ แต่ทุกๆ ครั้งที่โจ็กเกอร์พูด นอกจากที่ลิ้นจะคอยแล่บแล้ว เสียงน้ำลายนี่ ฟังแล้วมันน่าขี้เดียดจริงๆ ว่ะ
แบทแมนตอนนี้สนุกมากครับ แต่ผมคงจะหาโอกาสเข้าไปดูอีกรอบ เพราะรอบที่ผมดูนั่น ไม่รู้ว่าไอ้น้องสองคนข้างหลังมันมีธุระอะไรสำคัญกันนักหนา คุยกันแม่งค่อนเรื่อง คุยกันอยู่นั่นแหละ
เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นเป็นครั้งที่สองแล้วในการดูหนังสามครั้งล่าสุด ผมไปดู Hellboy2 2รอบก็ด้วยเหตุผลชุ่ยๆ แบบนี้เหมือนกัน
รอบ hellboy นี่ซากอ้อยมากกว่า รอบนั้นไอ้คนที่นั่งข้างมยุรีแม่งงงงเล่นเอาอะไรสักอย่างจากซุปเปอร์มาร์เก็ตมากินเลยคร้าบพี่น้อง
กินอย่างเดียวไม่พอ ไอ้ช้างล้วงเสือกทำหกอีก แล้วก็คุยกันทั้งเรื่องเหมือนกัน คือทั้งคู่แกะแบบมาจากละครหลังข่าวช่องเจ็ดเลยครับ
หญิง: อุ้ย ! กลัวจังเลยค่ะ
ชาย: ไม่ต้องกลัวนะครับ มันแค่หนัง
หญิง: อ๊าย!! อะไรอะคะ
ชาย: อ๋อ มันคือ...
ห่าราก!!!
อย่างนี้มึงไปตะแคงตูดดูกันสองคนที่บ้านเลยนะ

เชือมั้ยครับว่าตอนนี้ผมอายุปาเข้าไปสามสิบแล้ว ผมพึ่งจะค้นพบตัวเองว่า ตัวเองชอบสีเหลือง จากที่เมื่อก่อนจะเป็นจำพวกสีขาว ดำ น้ำเงิน
แล้วก็เป็นมยุรีนั่นแหละที่เดินเข้ามาบอกผม ซึ่งเมื่อมาคิดดูดีๆ แล้ว มันก็จริงนะ
อันนี้ไม่รู้ว่าเป็นผลพวงมาจากที่ปีที่แล้วเป็นปีแห่งการใส่เสื้อเหลืองรึเปล่า
ถ้าไปดูรองเท้าหนึ่งชั้น รองเท้าคู่แรกที่ผมเดินไปหยิบมาดู จะมีสีเหลืองอยู่ด้วย
ทีแรกก็ไม่สังเกตตัวเองเท่าไหร่ รู้แต่เพียงว่า ยิ่งแก่ลง ยิ่งชอบสีแรดๆ แต่ก็พึ่งมาค้นพบนี่แหละว่าสีเหลืองนั่นแหละคือสีแรดๆ ที่ผมพูดถึง
หลังจากที่ดูหนังแล้ว จู่ๆ ผมก็มีความรู้สึกว่า ตัวเองมีกางเกงยีนส์แค่หนึ่งตัวเอง ซึ่งเป็นกางเกงยีนส์ทรงฮิบฮอป (คือชอบตัวใหญ่ๆ เฉยครับ ไม่ได้เป็นเด็ก blink blink นะ) แต่ไอ้กางเกงที่ว่ามันไม่ฮอปแล้วเพราะตอนนี้พุงหลามมากมาย ในเมื่อกางเกงฮิบฮอปมันไม่หลุดตูดแล้ว ใส่ไปก็รังแต่จะทำให้กางเกงมันอายต่อโลกซะปล่าวๆ
ผมก็เคยคิดว่า ถึงเวลาแล้วที่เราควรจะมีกางเกงยีนส์อีกสักตัว สายตาเหลือบไปเห็นอักษรแห่งลิขิต "SALE 20-30%" ที่ช้อปลีวายส์ เหมือนโดนป้ายยาเลยครับ ทั้งวิชัยมยุรี เดินเข้าร้านเหมือนปลาหางนกยุงโดนสะกดจิต เดินออกจากร้านได้นาฬิกามาหนึ่งเรือนซะงั้น!
เอ่อ...ไม่เกี่ยวกันเท่าไหร่เลยแฮะ
ผมมีนาฬิกา Fila หนึ่งเรือนซึ่งใช้อำนาจลูกในไส้รีดไถ่นายทองอย่างอำมหิตเมื่อครั้งไปเที่ยวเวนิชด้วยกัน ซึ่งมันก็นานมากแล้วแต่นาฬิกาก็ยังดีอยู่นะครับ มีแต่ความรู้สึกเท่านั้นที่บอกว่าเราน่าจะเปลี่ยนใหม่ได้แล้ว ประกอบกับทั่นบองเต่าเคยโพสรูปนาฬิกาสีแดงแปล้ดดเมื่อชาติที่แล้ว ซึ่งครั้งนั้นทำเอาผมเคยเปรยกับทั่นเต่าผ่านเอ็มว่า ผมคงต้องซื้อนาฬิกาใหม่แล้ว
แต่ก็ถูไถมาตลอด คอยบอกตัวเองว่า เรือนเก่าก็ยังใช้ได้นาฬิกาใหม่ไม่จำเป็นหรอก
จนมาเดือนนี้ตอนเงินเดือนออก ผมแอบเอาเงิน 1,500บาท พับเก็บซ่อนไว้ในกระเป๋าสตางค์ของตัวเอง หวังว่าผมจะลืมจนเดือนหน้าจะซ่อนอีก 1,500 รวมเป็นสามพันแล้วจะไปซื้อนาฬิกาใหม่ซะที
อ่านไปคงจะงงๆ กันใช่มั้ย ซ่อนเงินจากตัวเอง... ผมทำบ้างบางครั้งนะครับ เอาเงินพับเก็บไว้ในกระเป๋าตังค์แล้วทำเป็นลืมๆ ไป นานวันเข้า...เฮ้ยได้ผล! คือไอ้แว่นแม่งลืมจริงๆ ครับ
มาเจออีกทีตอนไหนไม่รู้ แต่ดีใจชิบหาย
สัญญากับตัวเองว่า นาฬิกาเรือนนี้ต้องเป็นสีแรดเท่านั้น มีตัวเลือกอยู่สองตัว
นาฬิกาแบบเข็ม กับแบบตัวเลข
แบบตัวเลขมันไม่ค่อยเห็นตัวเลขต้องคอยกดไฟบ่อยๆ
แบบเข็ม คนขายทะลึ่งบอกไม่ได้อีกว่า มีพรายน้ำเรืองแสงตรงเข็มมันรึเปล่า
ในที่สุดก็เลือกแบบเข็ม เพราะเหตุผลอย่างเดียวคือ มันคือสีเหลือง!!!!!
ตอนนี้ข้อมือซ้ายผมก็แรดสมใจอยาก...กลับห้องบ้าเห่ออยู่คนเดียวนอนชูมือขึ้นฟ้าอยากไม่มีสาเหตุทำตัวเป็นปลาทองสมองตีบจำเวลาไม่ได้ ต้องดูนาฬิกาทุกๆ สิบวินาที...
แรดจริงๆ

มาสเตอร์แชมป์

#1 By { tairataraban } on 2008-07-27 04:00