กว่าจะได้สิ่งมีชีวิตในโรงแรม
posted on 08 Oct 2008 04:15 by doggiestyle in 5starStory, iloveit
ความจริงแล้วเอนทรีที่แล้ามันควรจะเป็นเรื่องนี้
แต่เคยมั้ยครับ เวลาที่ตื่นเต้นมากๆ เรามักจะไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอะไรยังไงดี
เมื่อคืนนี้ผมเป็นแบบนั้นเลยครับ แต่วันนี้ผมตั้งสติได้แล้วครับ
ตั้งสติได้แล้ว แต่ว่าจะเริ่มตรงไหนดีล่ะ?
เรื่องราวทั้งหมดมันควรจะเริ่มตั้งแต่ก่อนสัปดาห์หนังสือครั้งที่ผ่านมาเมื่อกลางปี
อยู่ดีๆ ก็มี Ems จากใครก็ไม่รู้ชวนทำหนังสือเป็นเรื่องเป็นราวเป็นล่ำเป็นสัน
อันที่จริงแล้วเขียนบลอกมาปีกว่าๆ ไม่ได้ทันจะคิดหรอกนะครับว่าอยู่ดีๆ จะมีคนมาชวนออกหนังสือ แต่ละเอนทรีมีคนอ่าน มีคนติดตาม ผมก็โคตรปลื้มแล้วครับ ยิ่งหลังๆ ไม่ต้องพูดถึงจำนวนคอมเม้นแล้วครับ แค่มีหน้าเก่าๆ เข้ามาทุกๆ ครั้ง แค่นี้ก็โอแล้ว
แต่ส่ง ems มาอ่อยให้ท่าแบบนี้ เป็นใครก็แอบเคลิ้มแหละ
ว่าแต่บิ๊กบูนนี่คือใครกันแน่ สำนักพิมพ์อะไรก็ไม่รู้ ส่งข้อความมาแค่สั้นๆ เหมือน "ฝันดีนะคนดี"
ง่ายๆ แคบๆ ประมาณตูดลิง แต่ความหมายพุงปลาวาฬ
วิชัยก็พยายามไม่คิดอะไร คิดแค่ว่ามันเป็นเรื่องโจ๊กธรรมดาๆ เรื่องหนึ่ง
จนประมาณสองอาทิตย์ต่อมา...ไม่ใช่ละ รู้สึกไม่สบายตัวเหมือนไปเที่ยวเมืองนอกแต่นึกขึ้นได้ว่าลืมปิดแก๊ส เหมือนทำอะไรสักอย่างค้างคาอยู่ ไม่สบายตัว จึงต้องถามกลับไปบ้าง
ก็ได้เรื่องคือบิ๊กบูน a book ชวนออกหนังสือ
เจ้ดดตู้! รู้สึกเหมือนสาวกทีมผีแดงแถวบางขวางได้รับเลือกให้ไปเตะอาชีพที่สโมสรแมนยู
เรื่องจริงๆ มันก็เริ่มตรงที่ผมนำต้นฉบับจากบลอกไปให้พี่บิ๊กที่สัปดาห์หนังสือ แล้วเราก็คุยคอนเซ็ปกันคร่าวๆ โดยที่พี่บิ๊กต้องการอะไรสักอย่างที่เป็นคนจากสายอาชีพมาพูดเรื่องนั้นๆ กันแบบถึงกึ๋น
โดยแนวคิดนี้มีทีมชาติ exteen สองคนคือ วิชัย-มนุษย์โรงแรม และ บองเต่า-มนุษย์เงินเดือน
และยังมีโปรเจ็คอื่นรวมอยู่ด้วย แต่ขออุบไว้ก่อน
ไม่นานต้นฉบับหนาประมาณครึ่งรีม (ประมาณ 250หน้า A4 ) ที่ส่งให้พี่บิ๊กก็ถูกส่งกลับมาหาผม พร้อมกับปากกาสีแดงละเลงเต็มไปหมด ทำให้รู้ว่าภาษาไทยตัวเองนี่มันกระเหรี่ยงชัดๆ
ผมก็จัดการแก้ทุกสิ่งทุกอย่างให้ถูกต้องตามหลักที่มันควรจะเป็น ใช้เวลาอยู่หลายคืนเหมือนกันกว่าจะแก้หมด ส่วนใหญ่ก็เป็นคำต่างๆ นานาที่ถึงพริกถึงขิงเกินไป
ไอ้ครั้นจะมาลอกจากบลอกออกมาขายเลยก็ดูซากอ้อยไปหน่อย
เรื่องทั้งหมดจึงถูกอ่านใหม่อีกครั้งและเขียนเพิ่ม เขียนอย่างบ้าคลั่ง
ถ้าใครติดตามบล็อกผมเป็นประจำ น่าจะสังเกตได้ว่าจะมีอยู่หนึ่งช่วงที่อยู่ๆ วิชัยก็หายสาบสูญไปเลย ช่วงนั้นแหละครับ ยุคมืด...
โดยปกติแล้วก่อนที่จะลง exteen ทุกครั้งผมจะอ่านวนประมาณสามสี่รอบ พอนำลง publish แล้วผมก็จะอ่านอีกประมาณสองรอบ นั่นแปลว่าเรื่องหนึ่งเรื่องผมอ่านเองแล้วประมาณ 5รอบ (แต่กระนั้นแม่งก็ยังเขียนผิดเขียนถูกอยู่ได้...) ตอนที่ทำต้นฉบับจริงๆ นั้นผมต้องอ่านเพิ่มเข้าไปอีก ตอนแก้คำพิมพ์ก็อย่างน้อยสามรอบ ตอนเขียนเพิ่มอีกไม่รู้กี่รอบ ช่วงนั้นต่อมตลก
ชำรุดเลยครับ อ่านไปอ่านมาจนเราคิดว่า
เฮ้ย ของเรามันดีจริงๆ เหรอวะ เราจะทำ a book ชิบหายรึเปล่าวะ
ช่วงนั้นก็เลยไม่สามารถเขียนเรื่องตอนใหม่ลงบลอกได้อีก เก็บแรงเก็บตลกมาเขียนเพิ่มในต้นฉบับดีกว่า
ผมไม่รู้ว่าช่วงนั้นทางบองเต่าเป็นยังไงบ้าง แต่ผมว่าคงจะมึนไม่แพ้กัน
ของบองเต่าเขียนใหม่เลย ซึ่งจะว่าง่ายก็ง่ายถ้ามีของในหัวเลย แต่ถ้าเกิดของหมดก่อน...อันนี้ละก็นรกมากครับ
ส่วนของวิชัย...จะว่าง่ายก็ง่ายเพราะทุกอย่างมันขึ้นโครงมาอยู่แล้ว แต่จะว่ายากก็ยาก เพราะไอ้การมาเขียนเพิ่มเข้าไปโดยไม่ให้เสียของเก่ามันก็ยากอยู่นะ ถึงแม้มันเป็นเรื่องที่เราเขียนเองก็ตาม
เพราะเวลาเขียนลง exteen เอนทรีหลังๆ ผมจะคิดพล็อตเรื่องย่อยๆ ก่อนเสมอ
คิดว่าจะเริ่มเรื่องยังไง เข้าเรื่องยังไง ไคลแม็กซ์ยังไง หักมุมช่วงไหน ซึ่งนั่นคือในบลอก
มาในหนังสือต้องมาเขียนเพิ่ม ประมาณว่า ตอนนี้น่าจะตลกได้อีก ตอนนี้อารมณ์มันขาดไป
ตรงนี้แหละ...ปวดตับอย่างแรง วิธีแก้ที่ผมคิดออกคือ...ไม่ต้องคิดเรื่องนี้ ทิ้งมันไว้แบบนี้แหละ สักสองสามวันค่อยกลับมาว่ากันใหม่
แต่ก็ทำได้แค่หนึ่งวัน พอตกกลางคืนมาออนเอ็มกับพี่บิ๊ก ผมก็จะเหมือนโดนสะกดจิตผ่านรูปดิสเพลย์ของแก
"ต้นฉบับกูอยู่ไหนนน ต้นฉบับกูอยู่ไหนนน"
เหมือนอะไรหลายๆ อย่างมันไม่ได้เกิดมาเพื่ออยู่ข้างเราตลอดเวลา เพราะจู่ๆ ก็เหมือนเทปที่เปลี่ยนหน้าอะครับ แล้วหน้าต่อมา...คือเทปเปล่าซะด้วย!
แช่แฟ้บ!
ไอเดียดีๆ ขำๆ ก็เหมือนฝนน่ะครับ...นึกจะตกก็ตก แต่ส่วนใหญ่แล้วมันมักจะตกตอนที่เราไม่พกร่ม
แต่ในกรณีของผม...อยู่ดีๆ ฝนก็แล้งซะงั้นครับ! เพราะจู่ๆ ไอเดีย ความคิด ความอ่านต่างๆ ก็เหมือนติดไปกับขี้ที่ทิ้งลงโถส้วมเช้าวันนั้น เพราะอยู่ดีๆ หัวผมก็โล่งๆ กลวงๆ คิดอะไรไม่ออก
เขียนอะไรไปก็ไม่ใช่ ไม่ขำ นี่ซินะที่เค้าว่ากันว่า เขียนไม่ออก...แต่มาเร็วไปหน่อยมั้ย มึงจะบ้าเหรอ นี่มึงเขียนไม่ออกตั้งแต่ยังไม่เสร็จเล่มแรกเลยรึ คงคล้ายๆ กับอาการล่มปากอ่าว......คงคล้ายๆ กัน
ช่วงนั้นเหมือนคนบ้าครับ คลุกตัวอยู่ในร้านหนังสือรีบหาเรื่องตลกๆ มาใส่กบาลตัวเองเหมือนคนติดยา
ได้คุยกับเต่าบ้างบางครั้งทางเอ็มก็พอรู้สึกว่าเต่าก็น่าจะอยู่ในสภาพที่คล้ายๆ กันคือ ของใกล้หมด
แล้วจู่ๆ อะไรอะไรมันก็กลับมา เหมือนๆ กับที่มันหายไป
ไอเดียและความตลกคงเป็นสิ่งที่ไม่มีมารยาทที่สุดแล้วครับ ไปไม่ลา มาไม่ไหว้
แต่เราโกรธเค้าก็ไม่ได้ครับ เพราะมาช้ายังดีกว่าไม่มา
วันหนึ่งพี่บิ๊กก็ชวนไปเจอกับคนสำคัญของหนังสือเล่มนี้...นั่นคือเติ้ลมือวาดประกอบของเรา
วันนั้นผมและพี่บิ๊กนัดเจอกันที่สยามพารากอน เหตุผลของพี่บิ๊กคือเอาที่รถไฟฟ้าไปถึงเพราะสะดวก
แต่เหตุผลของวิชัยคือ เอาที่หญิงเยอะ!
วันนั้นคนสองคนรอคนหนึ่งคนโดยที่ไม่เคยเจอกันมาก่อน
"พี่...ผมว่าไอ้คนนี่แน่ๆ"
"ไม่ว่ะ พี่ว่าต้องคนนี้แน่ๆ"
คือเจ้าเติ้ลเรียนอยู่ศิลปกร แล้วศิลปกรเป็นสถาบันที่เป็นแม่พิมพ์ของชาติที่ได้มาตรฐานมาก นักศึกษาทุกคนจากสถาบันนี้ออกมาจะต้องได้ลุคแบบนี้ทุกคน
ลุคแบบ...เติ้ลๆ อะ ไม่รู้พูดยังไง แต่พนันได้หากหลับตาแล้วนึกถึงศิลปกรเชื่อว่าเกือบทุกคนจะต้องคิดเหมือนกัน
เห็นเติ้ลครั้งแรกก็รู้เลยว่า เจ้านี่แหละเจ้าเติ้ล
(คลิ๊กที่รูปเพื่อแวะไป hi5 ของเติ้ลครับ)
พี่บิ๊กก็บรีฟงานกับเติ้ลไป ผมก็แหล่หญิงไป
วันนั้นพี่บิ๊กเอาต้นฉบับร่างแรกให้เติ้ลอ่าน เติ้ลสารภาพว่าเติ้ลเป็นคนไม่อ่านหนังสือ และก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะอ่านไอ้กระดาษกองนี้จบแต่พี่บิ๊กก็เสนอให้ลองไปอ่านดูก่อนแล้วอาทิตย์หน้าค่อยตอบว่าอยากทำหรือไม่ทำ
วันนั้นมีความสุขมากครับ ที่ได้เห็นหนังสือมันเริ่มมีองค์ประกอบครบแล้ว และองค์ประกอบก็มาครบเอาตรงที่มีสาวๆ หนาแน่นที่สุดของกรุงเทพด้วย
โห...สุดแสนแดนสยาม
แล้วก็กลับมาสู่โลกความจริง...ปั่นต้นฉบับต่อ...
ประมาณสองวันหลังจากนั้น เติ้ลก็ตอบกลับมาในเมลว่า...อ่านต้นฉบับจบหมดแล้ว! และให้คำจำกัดความว่า สนุกมาก ไม่คิดว่าตัวเองจะอ่านมันจนจบ ผมดีใจมากที่ทำให้คนที่ออกปากว่าไม่อ่านหนังสือ สามารถอ่านมันจบได้ภายในวันสองวัน...
ไม่นานเติ้ลก็ส่งรูปๆ หนึ่งมาให้ดู
โอ้ว...เย้....
พลังเต็มหลอดอีกครั้ง!
กลับมาปั่นกันต่อ...เขียนเพิ่ม แก้ไข เขียนเพิ่ม แก้ไข จนได้ต้นฉบับจำนวน 45ตอน!
ส่งกลับไปหาพี่บิ๊ก เพื่อให้พี่บิ๊กดูอีกทีพร้อมกับเริ่มเก็บรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ
ตอนนั้นเหมือนกับว่าส่วนของผมมันหมดไปแล้ว
ตอนนั้นไม่มีอะไรให้เขียนแล้ว...
พอจากมีอะไรทำ เป็นไม่มีอะไรทำ...ฟุ้งซ่านซิ
ผมเก็บไปฝันเลยครับ ฝันชนิดที่ว่าทุกรูปแบบ
ตั้งแต่...น้ำท่วมกรุงเทพ แผ่นดินแยก ฮ.ตกใส่ โลกระเบิด พี่บิ๊กลาออกกระทันหัน อะบุ๊คปิดตัว (ขอโทษครับพี่บิ๊ก แต่ฝันไปแล้ว) ยันไปถึงวิชัยโดนรถชนตาย
ทุกรูปแบบที่ชาวบ้านเรียกว่าซวยผมฝันหมดแล้ว ฟุ้งซ่านมาก
จากคนที่ไม่ค่อยเชื่ออะไรก็เริ่มจะหาอะไรยึดเหนี่ยวบ้าง ไปไหว้พระครับ!
ไม่ได้ไปบน แค่อยากจะระบายความฟุ้งซ่านบ้าง ก็เท่านั้น ซึ่งก็ไม่ค่อยได้ผลเท่าไหร่ เพราะก็ยังฟุ้งซ่านเหมือนเดิม...
หลังจากนั้นไม่นานน้องเติ้ลก็ทยอยปล่อยของออกมาทีละนิดๆ จนพี่บิ๊กบอกว่าเรากำลังมีปัญหา
ปัญหาที่ว่าหนังสือมันหนาเกินไป เพราะแค่ตัวหนังสือล้วนๆ ไม่รวมรูปก็ปาเข้าไปแล้ว 432หน้า!
ส่วนเติ้ลที่ต้องการรูปประกอบตอนละสองรูป ก็ซัมเมอร์เซลมาเต็มสูบตอนละสี่ห้ารูป แต่ละรูปสวยๆ ทั้งนั้นจะทิ้งก็เสียดาย นี่ถ้ารวมรูปเข้าไปก็คงใกล้ๆ ห้าร้อยหน้ามั้ง
มันคงเป็นหนังสือเล่มควายที่สุดในชั้นของปีนี้ และอาจข่าวคนอ่านหนังสือวิชัยแล้วข้อมือเสื่อม หรือไม่ก็มีเด็กช่างเอาหนังสือดักตีหัวกะโหลกร้าว
ถึงแม้ผมจะเข้าใจในที่พี่บิ๊กพูดว่า หนังสือหนามากจะขายยาก แต่ผมก็ยังแอบคิดไว้ในใจอีกนะว่า
"หนังสือวิชัยหนาพอๆกับแฮรี่พอตเตอร์ แต่ราคาถูกกว่ากันครึ่ง มีรูปประกอบที่เยอะกว่า สวยกว่า อ่านแล้วตลกได้บ่อยกว่า และที่สำคัญมีคำหยาบให้สะใจเยอะกว่า"
พี่บิ๊กก็เตือนสติว่า "เอาไว้มึงขายเล่มละ700 ก่อนแล้วค่อยว่ากัน"
ท้ายที่สุดเพื่อความปลอดภัยของข้อมือข้อศอกผู้อ่าน เลยต้องแบ่งออกส่วนหนึ่ง หนังสือก็เลยอยู่ประมาณ 3xx หน้า ส่วนตอนต่างๆ ที่ตัดออกไปนั้นก็เก็บไปอยู่ในวงเล็บที่ว่า ถ้าเล่มหนึ่งขายดี นั่นจะเป็นเล่มสอง
รู้สึกว่าผมที่เป็นนักเขียนได้คายตะขาบไปให้พี่บิ๊กกับเติ้ลต่อแล้ว จากนั้นก็เป็นขบวนการเข้ารูปเล่มจัดหน้า ช่วงนั้นไม่ต้องให้เดาก็พอจะรู้สึกได้ผ่านอีโมติคอนของพี่บิ๊กว่า
พี่เค้าโดนผีสิงอยู่
ผมกับบองเต่าที่เริ่มจะหายใจคล่องท้องแล้วก็ได้ซุบซิบกันสองคนอยู่อีกมุมหนึ่งของเอ็ม โดยปล่อยให้พี่บิ๊กที่อยู่ในมุมมืดๆ อีกด้านหนึ่งของเอ็มทำงานไปอย่างโหดๆ มีไฟสลัวๆ มองไปเห็นแต่หลังกลมๆ ของแก...หลอนไตมาก
จนวันที่เติ้ลส่งรูปจนหมด (เพราะตอนนั้นตอนในเล่มลดลงเยอะแล้ว เลยเบาแรงเติ้ลไปหน่อย)
วิชัย: เติ้ลได้รูปปกยังครับ
เติ้ล: ยังเลยพี่
เราทั้งคู่ก็คุยกันเรื่องปก โดยทั้งคู่จบบทสนทนาตรงที่...ไม่ได้เรื่องทั้งคู่
จึงได้เดินเข้ายังมุมมืดๆ อีกด้านของเอ็มเพื่อไปสะกิดหลังกลมๆ มืดๆ ให้แกช่วยหน่อย ซึ่งเติ้ลบอกว่าพี่บิ๊กมาบอกอะไรสักอย่างแล้วก็เคลื่อนตัวกลับไปยังมุมมืดต่อ
เติ้ลบอกว่าต้องการคอนเซปความหรูที่ถูกทำลาย...ไม่รู้ว่ามันมาจากก้นบึ้งจิตใจแกตอนนั้นรึเปล่า ฮ่าๆๆๆ
หนึ่งวันต่อมา
วิชัย: ว่าไงเติ้ล
เติ้ล: ยังเลยพี่ รอองค์อยู่
สาบานได้ถ้าชั่วโมงนั้นให้ผมไปเต้นรูดเสาไฟจราจรตรงแยกราชดำริแล้วองค์จะลงเติ้ล ผมก็ยอมทำนะ
โชคดีที่ไม่ต้องทำจริงๆ เพราะวันต่อมาก็มีรูปหน้าปกให้ผมกรี๊ดอยู่ในอีเมลผม
แก้ไขปกอีกนิดหน่อย ส่งกลับไปให้พี่บิ๊กอีกที
สองคืนต่อมาผมก็เห็นปกหนังสือในบลอกของพี่บิ๊ก พร้อมกับเสียงกรี๊ดคนเดียวในออฟฟิศ
คิดอะไรไม่ออก ส่งลิงค์ให้เต่าทางเอ็ม เพราะเชื่อว่าวันต่อมาต้องมีคนกรี๊ดเหมือนผมแน่ๆ
เมื่อคืนก่อนผมใช้ hi5 มากที่สุดในชีวิตโดยการส่งให้ทุกคนที่อยู่ในลิสต์ของผม...ก็ตั้งแต่อาจารย์มหาลัย เพื่อน นักร้องวงไทเท (เป็นเพื่อนกูตั้งแต่เมื่อไหร่) ยันไปถึงพี่โป้งโมเดิร์นด๊อก
อยากไปชิงสถานีช่องสามตรงพระรามสี่เพื่อบอกคนทั่วประเทศไทยว่า...
ได้ปกแล้วว้อยยยยยยยย!!!!
หนังสือจะขายแล้วว้อยยยยย!!!!!
ช่วงระยะเกือบๆ ครึ่งปีที่ผ่านมา ผมเหมือนแอบซุ่มทำอะไรสักอย่างสนุกๆ กับเพื่อนอีกคนโดยที่ไม่ให้คนอื่นรู้ หัวเราะกันอยู่สองคน เพราะนึกถึงเวลาที่คนอื่นรู้ความจริง มันคงเซอร์ไพร์สน่าดู
เอนทรีที่แล้วทำให้ผมรู้ว่า สิ่งที่เรา (พี่บิ๊ก เติ้ล วิชัย)แอบทำกันอยู่สามคน...มันเซอร์ไพร์สจริงๆ
และผมก็หวังว่าทุกคนจะชอบเค้า เหมือนๆ กับที่ผมรักเค้าครับ
หมายเหตุ
- สิ่งที่ยากที่สุดสิ่งหนึ่งคือการตั้งชื่อ...
- "ห้าดาว...กำลังดี", "ยอดมนุษย์บนดาวดวงที่ห้า", "เช็คอิน เอาเรื่อง", "เรื่องป่วยๆ ของคนโรงแรม"
คือชื่อหนังสือที่ตอนแรกเริ่มคิดจะใช้ แต่สุดท้ายมาลงตัวจากซี่รี่ย์ "สิ่งมีชีวิตในโรงแรม" ที่พี่บิ๊กเป็นคนเลือกเอง
- ตอน"สิ่งมีชีวิตในครัว" เป็นตอนที่ใช้เวลาเขียนนานที่สุดของเล่ม
- ตอน "สิ่งที่ไม่เคยบอก" เป็นตอนที่เขียนเร็วที่สุด
- ตอน "พี่ติ๊ก" เป็นตอนที่แก้เยอะที่สุด เรียกว่าเขียนใหม่เลยจะดีกว่า
- หลังตีสองครึ่งคือเวลาที่ปรึกษางานของวิชัย
- ตอนเครดิตการ์ดเป็นตอนที่ถูกตัดออกไปตอนแรกของหนังสือ
ป.ล. ขายของอีกสักที
สัปดาห์หนังสือนี้!! ห้ามพลาด!!


(ฮา)
#1 By ควายน้อยทันสมัย (117.47.32.9) on 2008-10-08 04:56