ทั้งหมดนี้...คิดเอาเอง
posted on 17 Nov 2008 04:16 by doggiestyle in iloveit
อยากอ่านแบบมีเสียงให้กด แต่คิดว่ารำคาญ ก็อ่านเลย...
มีคนบอกไว้ว่า โลกเราเล็กลง
ซึ่งผมคิดว่ามันจริงอย่างที่เค้าพูดกันจริงๆ "โลกเราเล็กลง"
และด้วยขนาดที่ย่อส่วนเล็กลงมานั้น มันก็ไม่แปลกถ้าจะทำให้โลกเหมุนเร็วขึ้นกว่าเดิม
และอย่างเดียวที่ทำให้โลกเล็กลงและหมุนเร็วขึ้นจะเป็นอะไรอย่างอื่นไม่ได้นอกจาก อินเตอร์เนท
ทุกวันนี้โลกเล็กลงเพราะ เราสามารถติดต่อเพื่อนที่อยู่คนละซีกโลกได้อย่างง่ายดาย
และเราก็มีเพื่อนเยอะขึ้นเช่นกัน เอาแค่ฮิห้าของใครสักคนที่ผมเคยแอบเข้าไปดู เชื่อมั้ยว่ามีเพื่อนอยู่ร่วมๆ แสนคน พระเจ้าเถอะ!! นี่แกเป็นพระสันตะปาปารึไงวะ
จะว่าผมเองก็เป็นเพื่อนกับวงไทเทอีกตังหาก โดยที่ผมไม่รู้ว่าไทเทจริงๆ รู้จักผมรึปล่า
แต่นั่นไม่ใช่สิ่งสำคัญ เพราะไทเทมาขอผมเป็นเพื่อนด้วยเว้ย...ขี้ๆ ซะทีไหน
ด้วยอะไรหลายๆ อย่างทำให้โลกเราเล็กลง ผมว่าคนเราเดี๋ยวนี้มีช่องทางในการรู้จักกันเยอะขึ้นกว่าเมื่อก่อนเยอะมาก จำได้ว่าเมื่อก่อนตอนที่ผมอยู่ม.หกแล้วจีบน้องหนิงห้อง4/9นั้น
...มันยากบัดซบสิ้นดี
ทุกๆ เช้าผมต้องรอน้องหนิงหน้าโรงเรียน เพียงเพื่อเห็นหางคิ้วขวาเธอสองวินาที
ทุกๆ เย็นผมจะแอบไปรอน้องหนิงที่หน้าประตูโรงเรียน เพียงเพื่อจะเห็นหางซ้ายของเธออีกสามวินาที ไหนจะต้องแอบไปสืบให้ได้ตารางเรียนของเธอเพื่อจะได้เจอบ่อยๆ อีก
กว่าจะได้คุยกันก็ปากันเกือบเทอม!
ผมแทบจะต้องเลี้ยงข้าวไอ้เพื่อนอาทิตย์นึงได้ เพื่อให้มันแอบเอาที่อยู่บ้านน้องหนิงมาให้ได้
พอได้มาก็นั่งแต่งจดหมายอีกสองชั่วอายุเต่า ส่งไป รออีกสี่ห้าเมื่อย น้องหนิงตอบกลับมา ส่งกลับไป รออีกห้าเมือก ทำอยู่เป็นเดือนๆ กว่าจะได้หมายเลขโทรศัพท์บ้านน้องหนิง พอได้เบอร์โทรบ้านน้องหนิง ก็ต้องมาฝ่าด่านโหดกับพ่อแม่น้องหนิงอีกกว่าจะได้คุยกับน้องหนิง
นี่...ไม่นับวันไหนเกิดมีวิญญาณเทพบุตรสงครามโลกเข้าสิง วิชัยขับมอเตอร์ไซค์ตากแดดฝ้าลอกไปหาน้องหนิงเพื่อได้คุยกันสองสามคำ ลำบากอย่างกับขี้ในห้างแล้วไม่มีกระดาษเช็ดตูด!
ตอนนี้น้องหนิงที่ว่าอยู่หลืบไหนของทวีปแล้วก็ไม่รู้ครับ...
สมัยนี้มีอะไรบ้างละที่เราจะรู้กันได้ เบอร์มือถือ ที่อยู่อีเมล ไฮไฟว์ เฟซบุ๊ค และอะไรอื่นๆ ซากอ้อยเยอะไปหมด ด้วยโลกที่เล็กลงทำให้คนเราเดี๋ยวนี้รู้จักกันง่ายขึ้น รักกันง่ายขึ้น
แต่ด้วยโลกที่เล็กลงก็ทำให้ตัวมันเองซับซ้อนขึ้นมากเช่นกัน
คนเรารู้จักกันง่ายขึ้น แต่เราก็ไม่ได้เหงาน้อยลง อินเตอร์เนททำให้เราอยู่ใกล้กันมากขึ้น
อยู่ท่ามกลางคนหมู่ที่มากขึ้น เพียงเพื่อที่จะได้บอกให้ทุกๆ คนว่า กูไม่ได้เหงาน้อยลงเลยว่ะ
คนเราที่รักกันง่ายขึ้น แต่ด้วยความซับซ้อนของสังคม ผมว่าเดี๋ยวนี้คนเราแต่งงานกันน้อยลงนะ...อันนี้คิดผมไปเองคนเดียวนะครับ...
เมื่อก่อนคนเรารักกันแต่งงานกัน แต่เดี๋ยวนี้เวลาผมคิดถึงเรื่องแต่งงานแล้ว...ผมเจ็บไตว่ะ
เราต้องไปเช่าชุดแต่งงานนะ ต้องไปถ่ายรูปแต่งงานนะ ต้องมีจัดงานแต่งงานนะ ต้องจัดงานเช้านะ ต้องจัดงานเย็นนะ มันเริ่มจะเกินกว่าเรื่องของคนสองคนแล้วครับ
ตอนพวกกูจีบกัน ไม่เห็นมีใครมาช่วยแชร์ค่าดินเนอร์ หรือช่วยออกค่าเครื่องบินเวลากูไปเที่ยวเลยวะ แต่ตอนแต่งงานกันกูเสือกต้องมาคิดแทนทุกคนซะงั้น
อันนี้ผมแค่แอบต่อต้านเล็กน้อยนะครับ เพราะเอาเข้าจริงๆ ผมก็คงจะต้องทำตามระบบมันอยู่ดีแหละ
ด้วยทุกๆ อย่างที่มันเล็กลง สะดวกมากขึ้น ผมว่าโดยที่เราไม่รู้ตัว เรามีความอดทนที่น้อยลงเช่นกัน
ทุกวันนี้เราแทบจะไม่ต้องรออะไรเลย หาข้อมูลอะไรที แค่ถามหาพี่กู เราก็ได้ทุกอย่างไว้ในจอคอมของเราแล้วครับ แล้วไอ้การที่เรามีข้อมูลทุกอย่างไว้ในคอมเราด้วยปลายนิ้วคลิ๊ก แล้วเราก็ว่าตามคิดตามที่แบบที่ "คนอื่นๆ ว่ากัน"
อันนี้ขอยกคำพูดของพี่โหน่งครับ พี่โหน่งบอกว่าเด็กสมัยนี้มักจะว่าตามคนอื่น
คนอื่นบอกว่า หนังอืดๆ ไม่สนุก เราก็ว่าตามชาวบ้าน แล้วเราก็คิดตามชาวบ้าน
บางทีทำให้เราพลาดอะไรบางอย่างไปได้เหมือนกัน
ตอนที่ฟังพี่โหน่งพูด ผมนึกถึงหนังสือเรื่องกระสือวาเลนไทน์ ที่ผมไปได้ยินเค้าว่ากันว่าหนังเรื่องนี้ไม่หนุก ช้า อืด วันนึงไม่มีไรดู เลยไปเช่ามา...มันก็ไม่ได้แย่เท่ากับที่คนอื่นพูดนี่หว่า
ผมเคยอ่านเจอในหนังสือฟาสฟู้ดธุรกิจของหนุ่มเมืองจันทร์ว่า "คำว่าแปรงฟันทุกครั้งหลังอาหาร ไม่ใช่อะไรอย่างอื่นเลยนอกจากการตลาดของยาสีฟันที่อยากให้คนเราใช้ยาสีฟันให้บ่อยขึ้น"
ซึ่งมันก็ได้ผลจริงๆ นั่นแหละ
การที่ข้อมูลต่างๆ มันอยู่ตรงนั้นทั้งหมด นอกจากทำให้เรามีความอดทนน้อยลงแล้ว มันก็ยังทำให้เราชินที่จะมีข้อมูลต่างๆ ให้แน่นหนา จนบางทีมันก็ทำเราไม่ค่อยชินกับการที่ต้องรับมือกับสิ่งที่เป็นไปตาม "คนอื่นๆ ว่ากัน" ซักเท่าไหร่
เหมือนหนังบางเรื่องที่ใครๆ ก็ว่าสนุก และเราก็พลอยคิดว่าแม่งสนุก เอาเข้าจริงๆ มันก็ไม่ได้สนุกเท่าไหร่นี่หว่า
ตั้งแต่เขียนโรงแรมเป็นเรื่องเป็นราว ก็มีน้องๆ หลายคนส่งเมลมาถามผมเรื่องโรงแรมเยอะอยู่เหมือนกัน บางเรื่องผมก็ตอบ บางเรื่องผมก็เลือกที่จะไม่ตอบ
เพราะผมเชื่อว่า บางอย่างควรจะเหลือให้พื้นที่ของความไม่รู้บ้าง ให้มันเซอร์ไพร์สเราบ้าง ให้เราตื่นเต้นบ้าง เหมือนที่ผมอ่านเจอจากที่ไหนซักแห่งว่า
ตอนเด็กๆ ให้เจียดเวลาลองทำอะไรผิดๆ ให้เยอะๆ
เพราะถ้าโตขึ้นมาเมื่อไหร่เราจะไม่เหลือเวลาให้เราทำผิดได้อีก
มันเหมือนๆ กับที่เราเดินทาง แล้วเกิดหลงทางนั่นแหละครับ ตอนที่หลงทางอยู่อาจจะค่อยไม่สนุก เพราะเสียเวลา แต่บางทีเราก็ลืมไปนะว่า หลงทางมันก็เท่ากับการที่เราได้เดินทางเพิ่มขึ้นแหละ
แล้วเชื่อผมซิ เมื่อเวลาผ่านไป ไอ้ตอนที่หลงทางนั่นแหละ จะเป็นตอนที่สนุกที่สุดเวลาที่ไปเล่าให้ใครต่อใครฟังเลย
ผมไปเสม็ดมาหลายครั้งมาก แต่น่าแปลกใจที่สุดที่ผมจำครั้งแรกได้เสมอ ไม่ใช่เพราะมันเป็นครั้งแรกนะครับ แต่ครั้งนั้นผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเสม็ดเลย ไปกับมยุรี นั่งรถเมล์กันแบบงงๆ ขึ้นเรือแบบมึนๆ เดินหาที่พักกันแบบ...ไม่รู้อะไรเลย และครั้งนั้นก็สนุกที่สุด สนุกที่เราไม่รู้อะไรเลย
ด้วยเวทมนต์ของเจ้าอินเตอร์เนทที่ทำให้โลกเล็กลง หมุนเร็วขึ้น
เราก็ต้องเป็นคนที่ใช้มันนะครับ ไม่ใช่ให้มันมาสั่งเรา
ไม่รู้จะทำยังไง ให้เราลองไปเที่ยวที่ไหนสักที่โดยที่ไม่รู้จักสักครั้งซิ หลงทางนิดหน่อยให้พอขัดใจ พอเวลาผ่านไปซักเดือน ลองกลับไปมองเวลานั้น แล้วเขียนบลอกดู...
ถึงแม้มันจะโง่บัดซบทุลักทุเลปาเจโร่ชิบหาย...
แต่เอ๊ะ...ทำไมเขียนคล่องเชียววะ
เฮ้ย! อ่านเอง สนุกอีกตังหาก...
ว่าแต่ ทั้งหมดที่บ่นมา มันจริงรึเปล่าไม่รู้นะ...เพราะเรื่องทั้งหมดนี้ วิชัยคิดเอาเอง

อ่านไป ปลื้มไป งงไป ...ไปหมดแล้วครับ

บางทีหลงไปหลงมาก็ทำให้เจอะบล็อกดีๆ มากมาย
ส่วนหลงทางในชีวิตจริง หลงบ่อยอยู่แล้วขอรับ
ไปไหนก็หลง ต้องโทรเรียกพี่มารับบ่อยๆ
#1 By นักรบ on 2008-11-17 04:37