สอดไส้ เสือก เสียเส้น
posted on 17 Apr 2009 03:08 by doggiestyle in 5starStory
ครั้งเมื่อนานมาแล้ว แม่ผมเคยบอกว่า "คนที่รู้ภาษามากกว่า ได้เปรียบ"
ตอนนั้นไม่ค่อยจะเข้าใจเท่าไหร่ ว่ามันจะได้เปรียบยังไง แต่พอโตมาทำงานโรงแรมก็เริ่มจะคิดว่า เราได้เปรียบคนอื่นอยู่บ้างในบางเวลา
บ่อยๆ ครั้งที่ทำให้ผมเข้าใจแขกเวลาที่เค้ากำลังซุบซิบนินทาพวกเราอยู่อย่างช่วยไม่ได้ และบ่อยครั้งที่ผมจะได้ยินคำพูดจากเพื่อนทำนองที่ว่า
"แว่น...เมื้อกี้แขกนินทากูใช่มั้ย"
"แขกพูดอะไรวะ แขกพูดอะไรวะ"
แต่บางครั้งก็ทำเอาวิชัยเจ็บตับเหมือนกัน
ที่โรงแรมมีโปรโมชั่นอยู่อันนึงที่กำลังเป็นที่นิยมในแขกที่เข้าพัก โปรที่ว่าคือพักสองคืนอยู่ฟรีอีกหนึ่งคืน แต่โปรนี้มีเงื่อนไขหนึ่งอย่างคือ แขกจะต้องพักทั้งหมดสามคืนในรวดเดียว ไม่สามารถแบ่งว่า จะพักก่อนสองคืนแล้วเช็คเอาท์ไป กลับมานอนอีกคืนในอีกสองอาทิตย์ต่อมา ทำไม่ได้ครับ เพราะฉนั้นมันก็เลยเป็นหน้าที่ของพนักงานที่ต้องแจ้งราคา แล้วก็แจ้งเงื่อนไขของโปรโมชั่นให้เคลียร์ตั้งแต่ตอนแรก มีแขกจีนแผ่นดินใหญ่อยู่สามห้อง ที่ทีแรกจองไว้แค่คืนเดียว แต่อยากจะอยู่ต่อ ก็เลยอยากจะได้โปรโมชั่นสองคืนแถมหนึ่งคืนที่ว่า
"ไอ้แว่นทำไมมันคุยกับแขกนานจังวะ" เพื่อนข้างๆ ชักจะบ่น
ครับ...นานจริงๆ ครับ พี่แกพูดอังกฤษไม่ค่อยถนัดครับ เป็นการสนทนาภาษาอังกฤษที่โมโตครอสออฟโร้ดเอนดรูโร่อย่างมาก กว่าจะพูดจบแต่ละประโยค ผมลุ้นไส้นิ่มไปหลายที
อันที่จริง มันก็ไม่น่ามีอะไรหรอกครับถ้า
(สีน้ำเงินในเอนทรีนี้เป็นภาษาต่างประเทศนะ)
แขกเบอร์หนึ่ง: นี่เค้าให้พักสามคืนติดกันนะ
แขกเบอร์สอง: เหรอ
แขกเบอร์หนึ่ง: ก็เราจะไปพัทยากันไม่ใช่เหรอ
แขกเบอร์สอง: เอาน่า...จองๆ ไปก่อน
นั่นแหละทีทำเอาผมต้องมาลุ้นไส้นิ่มอยู่ตอนนี้ บทสนทนาแทนที่จะจบลงตรงที่ทำหรือไม่ทำ แขกบอกว่า เดี๋ยวลงมาคุยใหม่
...ดีเลยทีเดียว
วิชัย: พี่ครับ พี่ได้ยินที่ผมคุยใช่มั้ย เดี๋ยวแขกลงมาพี่คุยต่อเลยนะ ผมไปละ
ผมพูดจีนไม่ค่อยถนัดแต่ผมฟังจีนออกครับ แต่ผมก็แฮปปี้ที่อยู่เฉยๆ แล้วทำเป็นฟังไม่รู้เรื่องดีกว่า
เพราะครั้งหนึ่งสมัยที่อยู่ภูเก็ต เคยทำตัวกร่างยืนหน้าภูผาแล้วชูกำปั้นประกาศกร้าวเป็นภาษาซาวแทร็คต่อหน้าธารกำนัลชาวจีนแผ่นดินใหญ่ว่า อันข้าพเจ้าเป็นลูกจีนและสามารถสื่อสารในระบบ Ni-Cam สองภาษา
แล้วไงครับ วินาทีนั้นใครมาถามความหมายของคำว่า "งานเข้า" ผมสามารถอธิบายได้อย่างแจ่มแจ้งเลยแหละ เพราะวิชัยงานเข้าเลยทีเดียว งานเข้าเป็นรถขึ้นทางด่วนพระราม4 เลยนะ โอ้โห...อย่างกับอยู่ค่ายกักกันจีนอพยพ
คำว่า "อะไรๆ ก็กู" มันเป็นแบบนี้นี่เอง เป็นขวัญใจแม่ยกจีนเลยทีเดียว
ตั้งแต่ตอนนั้น ผมได้สติคิดว่า บางอย่างไม่ต้องบอกก็ได้มั้ง
มีอยู่ครั้งนึง วิชัยเช็คอินแขกสองคนชาวจีน หนึ่งคนเช็คอินก่อนแล้ว อีกคนตามมาตอนกลางคืน ผมคิดว่าคนที่ตามมาสมทบคงจะอารมณ์เสียมาจากที่อื่น เพราะบ่นอะไรไม่รู้
(ภาษาจีนคือสีน้ำเงิน ส่วนภาษาอังกฤษคือสีดำนะ)
แขกเบอร์หนึ่ง: โรงแรมแม่งอยู่ไกลชิบเป๋ง หาก็ยาก
แขกเบอร์สอง: ใช่ๆ ตอนชั้นมาก็ยาก
วิชัย: อ๋อ ในนี้มีโรงแรมรวมกันห้าโรงแรมครับ ทำให้บางทีแขกหายาก
แขกเบอร์หนึ่ง: ทำไมมันร้อนแบบนี้วะ
วิชัย: ภูเก็ตช่วงนี้ก็แบบนี้แหละครับ ร้อน พรุ่งนี้ฝนคงจะตกแน่ๆ ครับ
แขกเบอร์หนึ่ง: ...
แขกเบอร์หนึ่ง: เธอ อาหารเช้าเริ่มกี่โมง
วิชัย: อาหารเช้าเริ่มตอนหกโมงเช้า ถึงตอนประมาณสิบโมงครึ่งครับ
แขกเบอร์สอง: ...
แขกเบอร์สอง: แก แก แกว่ามั้ยว่าไอ้แว่นนี่ มันหน้าตาจีนๆ ยังไงก็ไม่รู้เนอะ
วิชัย: ครับ พ่อแม่ผมเป็นจีนครับ ผมเกิดที่เมืองไทยครับ
แขกเบอร์หนึ่ง: ...
แขกเบอร์สอง: ...
วิชัย: ...
แขกเบอร์หนึ่ง: อืม...แกว่า ไอ้แว่นนี่มันพูดจีนได้มั้ยวะ
วิชัย: ...ได้ครับ
แขกเบอร์สอง: นั่นไง!! กูว่าแล้วว่ามันแปลกๆ!!
แขกเบอร์หนึ่ง: งั้นยูก็เข้าใจที่ไอบ่นมาตลอดทางเลยดิ
วิชัย: ...
แขกเบอร์สอง: นั่นไง!! มิน่าแม่งตอบคำถามกูได้จังเลย
อันนี้วิชัยก็ขอโทษขอโพยแขกไปตามระเบียบ เพราะที่ทำเมื่อกี้ ออกแนวเสือกเล็กน้อย...
ไม่รู้ว่า คนอื่นจะรู้รึเปล่าว่า โรงแรมทั่วไปจะไม่อนุญาติให้นำทุเรียนเข้ามาในโรงแรม คือว่าไม่ได้มีอะไรต่อต้านหนามแหลมๆ นะ แต่กลิ่นมันนี่ซิครับ เอกลักษณ์อินฟินิตี้มาก หนึ่งลูกอาจมีอำนาจทะลุทลวงกำแพงหนา เข้าช่องแอร์ลอดประตู ซึมลงพรมได้อีก ลงลิฟท์ไม่ต้องกดชั้นได้ด้วย ผมไม่ชอบกลิ่นทุเรียน แขกหลายๆ ชาติก็ไม่ชอบ แต่ชาติจีนฮ่องกงชอบทุเรียนมากครับ มาเมืองไทยต้องไปวัดพระแก้ว ดูมวยไทย จับนมกระเทยหลังโชว์ทิฟฟานี แล้วก็แดกทุเรียน...
มันก็เลยเป็นหน้าที่ของพนักงานโรงแรมที่ต้องคอยสูดกลิ่นต่างๆ รอบๆ ตัวให้แน่ใจว่า ไม่ทุเรียนจริง ถ้าพบทุเรียนในห้องเมื่อไหร่ วิชัยจัดการเลยครับ ห่อพลาสติกแล้วย้ายมาไว้ที่ตู้เย็นในครัวเลย แขกอยากกินเมื่อไหร่ก็บอก จะเอาไปให้ที่ห้อง ในวงเล็บ รีบๆ จัดการให้เรียบร้อยด้วย
คืนนึง...แขกจีนสองคนถือของพะรุงพะรังเดินเข้าโรงแรม วิชัยไปกดลิฟท์ให้ ถือของไปส่งที่ห้อง
ในลิฟท์
(ภาษาจีนคือสีน้ำเงิน ส่วนภาษาอังกฤษคือสีดำนะ)
แขกคนที่หนึ่ง: แก...แกว่า เค้าจะได้กลิ่นรึเปล่าอะ
อันที่จริงผมเป็นคนจมูกอนาล็อกมานะครับ คือไม่ค่อยจะจับกลิ่นอะไร แต่พอได้ยินแขกพูดกันเองแบบนี้เข้า ก็เลยได้กลิ่นอะไรสักอย่างอ่อนๆ ที่คุ้นจมูกมาก แต่คิดไม่ออกว่ามันเป็นกลิ่นอะไร
แขกคนที่สอง: ก็อยู่เฉยเถอะน่า
แขกคนที่หนึ่ง: แต่เค้าไม่ให้เอาเข้ามานี่นา
ไม่ต้องให้พูดต่อแล้วครับ ทุเรียนแน่ๆ
ผมก็เลยตัดบทด้วยการชวนคุยสัพเพเหระเรื่อยเปื่อยแก้เขิน แต่แขกคนที่หนึ่งก็ยังน่ารักและทำหน้าที่เป็นแขกผู้มีเกียรติที่ดี
แขกคนที่หนึ่ง: ชั้นว่าเค้ารู้ว่ะ
แขกคนที่สอง: อยู่เฉยๆ เหอะน่า
ลิฟท์เปิดออก กลิ่นเริ่มโชยอย่างแรง
แขกคนที่สองเริ่มชวนคุย: ยูเป็นคนญี่ปุ่นเหรอ
วิชัย: ไม่ใช่ครับ ผมเป็นคนจีนครับ
แขกคนที่หนึ่ง: ...แล้วยูพูดจีนได้รึเปล่าล่ะ
วิชัย: ...อืม...ถ้ายูมีไม่กี่ลูกน่ะ ไอก็ไม่ว่าอะไรหรอกนะ รีบๆ กินให้หมดละกัน
แขกคนที่หนึ่ง: นั่นไงเล่า กูว่าแล้ว เค้ารู้!!!
หลายคนคงรู้แล้วว่าผมพูดพม่าได้ และหากจะว่ากันตรงๆ แบบไม่อายแล้ว ผมคงจะพูดพม่าได้คล่องพอๆ กับภาษาอังกฤษด้วยซ้ำ และคนพม่าแกล้งสนุกมากครับ ที่โรงเรียนการโรงแรมจะมีแขกมาขายโรตี ซึ่งผมไม่ค่อยกินโรตีก็เลยไม่ค่อยไปยุ่งกับรถเข็นโรตีเท่าไหร่ แต่วันนึงก็ค้นพบว่า จริงๆ แล้วหน้าตาแขกบังซะอย่างงั้น แต่เป็นพม่าวุ้ย
(สีน้ำเงินเป็นภาษาพม่านะ ส่วนสีดำคือภาษาไทยนะ)
วิชัย: น้องเป็นคนพม่าเหรอ
โรตีบอย: เปล่าคับ โผเป็นคนบังกลาเทก
อืม...บังกลาเทกนะ
วิชัย: แล้วพม่าเข้าเมืองไทยมาได้ยังไง
โรตีบอย: โผเปนคนบังกลาเทก ทำวีซ่า นั่งเครื่องบิกมา
อืม...ทำวีซ่านั่งเครื่องมาขายโรตี...อืม...อิมพอร์ตว่างั้น
วิชัย ยังหน้ามึน: เนี่ยพี่เคยไปอยู่ที่ย่างกุ้งมาก่อนนะ
โรตีบอย: โผเป็นบังกลาเทก
ไอ้นี่! มึงเป็นพม่าก็บอกพม่ามาเถอะ สำเนียงไทยแบบนี้พม่าชัวร์ กูไม่ใช่ตำรวจนอกเครื่องแบบ ไม่ได้มาจับพม่าว้อย
ได้! ดูดิ มึงจะเหนียวได้กี่ฉาก...
วิชัย: โอเค บังกลาเทศ ก็บังกลาเทศ ว่าแต่โรตีขายยังไง
โรตีบอย: ธรรมดาสิบบาท ใส่กล้วยสิบห้าบาท
วิชัย: กล้วยอย่างเดียวกี่บาท
โรตีบอย: กล้วยอย่างเดียวไม่ขาย
วิชัย: 
โรตีบอย: ...
แช่แฟ้บ แหม ตอบกูซะคล่องเชียวนะ
เป็งไง เจอโค้งหักศอก เลี้ยวไม่ทัน หลังหักเลยซิมึง
บทสนทนาที่เหลือเป็นซาวเทร็คภาษาพม่าล้วนๆ ครับ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา วิชัยก็ไม่ต้องต่อคิวรอซื้อโรตีอีกต่อไป
และที่เท่ห์กว่านั้นคือไม่มีใครคนอื่นเข้าใจที่วิชัยพูดสักคน
น้อง: พี่แว่น พวกพี่คุยภาษาอะไรกันน่ะ
วิชัย: ภาษาบังกลาเทศ...
น้อง: พี่พูดภาษาบังกลาเทศได้ด้วยเรอะ
วิชัย: อืมใช่
น้อง: พี่แม่งเท่ว่ะ
วิชัย: อ่ะ อันนี้มันแน่นอนอยู่แล้ว
ผมละชอบจริงๆ อารมณ์ลักไก่แบบนี้...
อีกครั้งที่หาดป่าตองภูเก็ต วิชัยเดินดูของอะไรเรื่อยเปื่อย แล้วก็ไปสะดุดหูคนขายเกมส์สองคนกำลังคุยเป็นภาษาพม่ากันอยู่ อารมณ์นึกสนุกก็เลยเดินไปเม้าท์ด้วย
(สีน้ำเงินเป็นภาษาพม่านะ ส่วนสีดำคือภาษาไทยนะ)
วิชัย: เป็นไง คืนนี้ขายดีมั้ย
อีพวกทำหมางทันทีครับ รังเกียจวิชัยเหมือนเป็นบังทวงหนี้ที่ไม่ทาลูกกลิ้ง
เกมส์แมน: พีพุกอาไร
วิชัย: พี่เป็นพม่าไม่ใช่เรอะ
เกมส์แมน: ม่ายย เปงคงบังกลาเทก...
บังกลาเทกอีกละ...ได้...เดี๋ยวจัดให้
วิชัย: ก็เมื่อกี้นี่ยังพูดพม่ากันอยู่เลย ได้ยินนะ
เกมส์แมน: ม่าย ม่าย พุกบังกลาเทกกาน
วิชัย: ได้ๆ บังกลาเทกก็บังกลาเทก แล้วว่าแต่เกมส์แผ่นละเท่าไหร่
เกมส์แมน: อ๋อ...แถวนั้น ร้อยยี่สิบ แถวนั้นร้อยเดียว
เกมส์แมน: !!!!
วิชัย: อืม...บังกลาเทสมากเนอะ
เกมส์แมน:
พูดเรื่องภาษาแล้ว ไม่พูดถึงเกาหลีก็จะหาว่าทำหน้าที่ไม่ครบถ้วน เพราะเกาหลีถือได้ว่าเป็นมือวางอันดับหนึ่งของโลกในด้านความมึนอยู่แล้ว...แต่ใช่ว่าจะเป็นอันดับหนึ่งแล้วจะมึนตลอดเวลานะ เพราะบางทีก็มีม้ามืดแซงหน้าได้เหมือนกัน
ครั้งนึงนั่งรถจากภูเก็ตมากรุงเทพ ในขณะที่กำลังรออยู่บนรถนั้น ผมก็เห็นผู้หญิงสองคนแถวหน้าขึ้นมา...ดูจากหน้าตาการแต่งตัวประกอบกับอาการลกกรุงแตกนั้น เดาได้อย่างเดียวว่า เกาหลีชัวร์
แหม...จะมีประเทศไหนนะ ที่มีเอกลักษณ์ได้ขนาดนี้...
เกาหลีเกิร์ลสองคนก็จัดแจงวางกระเป๋าไว้เหนือหัว จากนั้นก็จัดแจกถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก
ถ่ายมันบนรถทัวร์นี่แหละ ถ่ายมันประหนึ่งยืนอยู่ที่สันเขื่อนภูมิพล แต่ยังไม่ทันจะออกท่าแอ๊คติ้งอะไรมากมาย ก็มีกระเป๋ารถเมล์ขึ้นมาตรวจตั๋ว...สาบานได้ว่า นี่เกิดขึ้นจริงๆ
กระเป๋า: ตั๋ว....
เกาหลีเกิร์ล: (Loading....) ห๊ะ!!....
กระเป๋า: ตั๋วไง ตั๋ว!!!
เกาหลีเกิร์ล: ห๊ะ!!!
ต่อให้คนที่อมฮอลล์เย็นสดชื่นลบสิบแปดองศาลิ้นชาปากแห้งมาก็ต้องหงุดหงิดเพราะเกาหลีเกิร์ลนั้นทำท่างงได้อย่างน่าจับไปถ่วงทะเลที่สุดแล้ว
ผมนั่งดูอยู่ข้างหลังรู้สึกปวดตับอย่างแรง คิดไปเองว่า มึงขึ้นรถทัวร์ เค้าก็ต้องขอดูตัวซิว้า...ทำไมต้อง loading ด้วยลองเดาดูเองได้มั้ย
แต่แล้วผมก็คิดได้ว่า จริงๆ แล้วผมต้องโกรธกระเป๋ารถทัวร์มากกว่า เพราะเธอถอนหายใจใส่เกาหลีประหนึ่งเสียเวลามาแล้วค่อนชีวิตเพื่อถามหาความยุติธรรมจากหมู่โจร หรือเพื่อถามหาตั๋วจากเกาหลี
แล้วกระเป๋ารถทัวร์ก็ถามขึ้นมาหนึ่งประโยคที่ได้ยินแล้ว อยากวิ่งกระโดดถีบปลายคิวสักที
เพราะเธอถามเกาหลีสองคนนั้นว่า...
"นี่!! พูดไทยได้มั้ย"
โอ้โห...ไอ้ตุ๊ดด้วง!!!
ลำพังภาษาอังกฤษยังพูดไม่รู้เรื่องแล้ว มึงยังจะหวังผ่าเหล่าให้มาพูดภาษาไทยได้ด้วยเรอะ!!!!
ทีนี้เข้าใจแล้วใช่มั้ยว่า เข้าใจหลายภาษามันได้เปรียบจริงๆ
แต่ถึงจะพูดได้กี่ภาษาก็ตาม มันจะมีประโยชน์อะไรถ้ายังพูดภาษาคนยังไม่รู้เรื่อง .


รู้หลายๆภาษามันดีอย่างนี้นี่เอง
อันตัวกระผมเองนั้น แค่ภาษาไทยก็ยังไปมิรอดเลย
#1 By น้ามชา on 2009-04-17 03:22