หลายปีแล้วครับที่ผมเปลี่ยนจากฉลองวันเกิดกับเพื่อนๆ แล้วมาฉลองวันเกิดกันแฟนและพ่อแม่ที่ภูมิลำเนา
ไม่รู้เหมือนกัน แต่ผมคิดว่า ผมรักในแบบนี้ ในแบบที่เงียบๆ สงบๆ ไม่ต้องมีเค้ก ไม่้้ต้องมีกล่องของขวัญ
มีแ่่ต่เสียงทำกับข่าวของพ่อ เสียงแม่บ่นน้อง เสียงงุ้งงิ้งของแมว และเสียงครวญครางของหมา
หลายๆ คนอาจกำลังมีบรรยากาศแบบนี้้เป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวันอยู่แล้วก็ได้
แต่ผมขอบอกตรงนี้ไว้เลยครับว่า วันนึงเวลาแบบนี้แหละที่เราเดินทางไปทั่วโลกก็ไม่เจอนอกจากบ้านของเราเอง

 

 

จากเอนทรี่ที่แล้วที่วิชัยกะว่าจะอัพไว้ระหว่างหยุดซะหน่อย เพราะคิดว่าไม่น่าจะมีเวลามาอัพบล็อคเวลาที่อยู่่ต่างจังหวัด บรรยากาศต่างๆ คงไม่อำนวยให้มีเวลาเขียนบล็อคเท่าไหร่ ลำพังแค่นอนก็จะไม่พอแล้วครับ
วิชัยก็เลยไม่ได้แจ้งวันเกิดไปว่า มันคือวันไหนกันแ่น่...
จริงๆ แล้ววันคล้ายวันเกิดผมคือวันนี้ครับ 12 กรกฎาคม
และเช้าวันแรกของวันคล้ายวันเกิดผม...ผมเพิ่งจะมีความฝัน...ที่ดีที่สุดครั้งนึงในชีวิตครับ

ผมฝันว่า ผมเป็นนักโทษประหารและผมเหลือเวลาอีกแค่สามนาทีในโลก...

 

 

ผมรู้สึกตัวในห้องสีขาว คล้ายๆ ห้องเรียน หน้าห้องมีกระดานขาวสำหรับใครสักคนออกมาบรรยายหรืออะไรสักอย่าง มองไปรอบๆ ตัวเอง ผมใส่สีขาวแขนยาวขายาวเหมือนที่เห็นทั่วๆ ไปในโรงพยาบาล รอบๆ ตัวผมมีใครก็ไม่รู้อีกเยอะแยะ ต่างมองไปที่กระดานสีขาวข้างหน้า...

มีคนกำลังบรรยายว่า นี่คือห้องประหาร และทุกคนกำลังจะได้รับยาสองเม็ด
เม็ดแรกเป็นยากล่อมประสาท ทำให้ควบคุมแขนขาและสมองตัวเองไม่ถนัด
เม็ดที่สองเป็นยาที่ทำให้เราตาย โดยเหมือนคนหลับแล้วไม่ตื่นอีกเลย

บรรยากาศในห้องตอนนั้นเหมือนกับว่า เรื่องทั้งหมดที่กำลังจะเกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติในชั้นเรียน ไม่มีใครมีท่าทีที่จะกลัวตาย 

มีการบรรยายต่างๆ นานา และในขณะนั้นผมหันไปเจอแม่และน้องสาวผมเดินผ่านหน้าห้องไป โดยที่ไม่ได้หันมามองผม ซึ่งผมก็คิดไปเองว่า พวกเค้าน่าจะมารอรับศพของผมแน่ๆ
แต่ก่อนที่ความคิดต่างๆ นานา จะเข้ามากกว่านั้น ก็มีเจ้าหน้าที่หนึ่งคนเดินมาวางยาให้สองเม็ด
หนึ่งเม็ด สีขาวกลมใหญ่
หนึ่งเม็ด สีขาว เรียวเล็ก
ผมต้องกินเม็ดใหญ่ก่อน จากนั้นเจ้าหน้าที่จะให้สัญญาณที่จะกินอีกเม็ด

เม็ดแรกตอนนี้อยู่ในมือผม และมืออีกข้างถือแก้วน้ำไว้
ยาเม็ดที่หนึ่ง และน้ำอีกหนึ่งอึกเข้าไปในปาก

ไม่นานนัก ยาเม็ดที่สองและน้ำอีกอึกใหญ่ก็เข้าไปในปากผม

 

 

ตอนนั้นผมเริ่มรู้สึกว่ามีคนมาสะกิดไหล่ข้างซ้ายผมจากด้าน สองครั้ง สามครั้ง จนผมต้องหันกลับไปมอง
แท้จริงแล้วมันคือคนที่นั่งข้างหลังผม และเริ่มที่จะควบคุมร่างกายตัวเองไม่ได้แล้ว
เจ้าหน้าที่ที่ยืนหน้าห้อง เริ่มประกาศว่า ใครมีอะไรจะฝากบอกไว้เผื่อเราจะนำไปปรับปรุงพัฒนาการศึกษาบ้าง
มีหนึ่งคนที่นั่งถัดจากผมไปสามเก้าอี้ยกมือขี้น...คนๆ นั้นคือ ปูแบล็กเฮดครับ
เจ้าหน้าที่ก็บอกขึ้นมาว่า อืม...อันที่จริง วงดนตรีแบล็กเฮดก็ไม่ได้ทำอะไรเป็นเรื่องเป็นราวเท่าไหร่
แล้วยังไง...ตอนนี้มีอะไรอยากบอกรึ?
แทนที่ผมจะสนใจฟังว่า พี่ปูแบล็กเฮดจะพูดอะไรเพื่อปรับปรุงพัฒนาการศึกษาเป็นครั้งสุดท้ายนั้น ผมก็เลือกที่จะเลื่อนเก้าอี้ออกแล้วมานั่งกับพื้น โดยเอนหลังติดกำแพงไว้...

ตอนนั้นสมองผมว่างเปล่า เริ่มรู้สึกได้ถึงห้วงอากาศที่ไม่คุ้นในความรู้สึก
สายตาและสมองเริ่มทำงานอย่างไม่สามัคคีเป็นครั้งแรก ผมเห็น แต่ผมไม่รู้ว่ามันคืออะไร
ผมรู้ว่ามันคืออะไร แต่ผมกลับบอกไม่ได้

ผมนึกถึงอะไรอย่างที่มันขาดหายไป แต่ดูเหมือนว่าสมองทั้งหมดตอนนั้น มันไม่ได้ทำตามที่ผมสั่งแล้วล่ะ

มีคนประมาณสามสี่คนที่เดินมานั่งพื้นกับผม
ตอนนั้นสิ่งที่ทำได้ยากที่สุดในชีวิต คือการมีสติ

 

สิ่งทีผมคิดออกตอนนั้นคือ...ผมทำอะไรผิดไว้นะ ผมถึงต้องมามีสภาพแบบนี้
แขนขาผมเริ่มที่จะไม่มีแรง สิ่งเดียวที่สมองผมจะสั่งการได้ก็คือ สายตาของผมเองที่มองตรงไปที่หน้าประตู
แล้วหวังให้ใครสักคนเดินเข้ามาหาผม

คนใส่เสื้อสีขาวทั้งห้องที่เคยนั่งอยู่บนเก้าอี้ ตอนนี้ลงมากองทับๆ กันบนพื้นแล้ว รวมทั้งพี่ปูแบล็คเฮดด้วย

ผมรู้สึกได้ถึงนาฬิกาทรายในร่างกายที่มันไหลอย่างรวดเร็ว
เร็วเหมือนกับที่ผมเคยอยากให้มันเป็นเวลาที่ผมเบื่อๆ
แต่ตอนนั้นผมกลับอยากให้มันไหลอย่างช้าๆ ให้ช้าเหมือนกับที่ผมเคยบ่นไว้เมื่อครั้งที่ผมนอนก่าย