ลุงกาลิเลโอสอนว่า...
posted on 01 Aug 2009 04:14 by doggiestyle in iloveit, whatsoever
ผมไปดูกาลิเลโอมาแล้วแหละ
ไม่รู้ว่าหนัง feel good แบบนี้ออกมาบ่อยไปรึเปล่าไม่รู้ จนผมรู้สึกว่าร่างกายผมผลิตสารอนุมูลอิสระออกมาต่อต้านต่อม feel good นิดๆ ละ
หนังเรื่องนี้เลยมีความรู้สึกว่า มันราบเรียบไปหน่อย เหมือนจะสุดแต่ไม่ค่อยสุดเท่าไหร่ บางช่วงผมคิดว่าหนังเล่าได้อีก กลับไม่เล่า แต่บางช่วงก็รู้สึกหนังทำได้ดีมากกว่าที่คิดไว้
หรือไม่รู้ว่านี่เป็นหน้าหนังเป็นแค่หนังวัยรุ่น ซึ่งแน่นอนว่าหนังวัยรุ่นที่มีนางเอกเป็นตัวละคร มันจะหนีฉีกแนวไปได้สักแค่ไหนวะ แต่ว่าหนังเรื่องนี้มีอะไรบางอย่างที่ซ่อนไว้อย่างแนบเนียนจนผมรู้สึกว่า ผมชอบหนังเรื่องนี้จังเลยว่ะ
ตอนต้นของเรื่องมีคำเปรยทำนองว่า "การที่เราสามารถผ่านอะไรที่เรากลัวมากๆ ได้ เราจะไม่มีอะไรต้องกลัวอีกต่อไป" (อะไรสักอย่างประมาณนี่แหละ จำไม่ได้ละเอียดนะครับ)
เชอรี่ (ตัวละครที่เล่นโดยน้องต่าย)เป็นคนประเภทที่กล้า กล้าเสี่ยง แม้ว่ามันจะไม่ถูกต้อง ตราบใดที่เรื่องไม่ถูกต้องนั้นไม่ได้เดือดร้อนใคร มันก็ถือว่าไม่ผิด
"การที่เราสามารถผ่านอะไรที่เรากลัวมากๆ ได้ เราจะไม่มีอะไรต้องกลัวอีกต่อไป"
ผมเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนรู้ว่าอะไรถูกไม่ถูก แรกเริ่มเราทุกคนจึงกลัวกับการที่จะทำอะไรไม่ถูก
แต่ว่าถ้าเราทำอะไรที่ไม่ถูกต้องได้ในครั้งแรก แล้วเรารู้สึกว่ามันไม่ใช่เรื่องอะไรใหญ่โต ยิ่งคนอื่นไม่ได้มาเดือดร้อนอะไรด้วยแล้ว...เรื่องนั้นไม่น่าจะถือว่าเป็นเรื่องที่ผิด
เชอรี่เริ่มต้นด้วยการปลอมลายเซ็นอาจารย์ในการใช้ห้องดรออิ้ง
จากนั้นก็โกงตั๋วรถไฟใต้ดินซึ่งไม่มีใครเดือดร้อนกับเหตุการณ์เหล่านี้
และนั่นก็ทำให้เชอรี่คิดว่า...เธอสามารถทำได้มากกว่านี้ และมันก็ไม่น่าจะมีปัญหา จนกระทั่งมันไปเดือดร้อนคนอื่นเข้าจริงๆ
ผมคิดว่าเรื่องทำนองที่ว่า "ถึงไม่ถูกต้อง แต่ไม่ทำให้ใครเดือดร้อนก็ถือว่าไม่น่าจะผิด" น่าจะอยู่ในทุกที่ ในสังคม และคนอย่างตัวละครนุ่น (ที่เล่นโดยน้องเต้ย) ก็น่าจะมีเยอะพอๆ กับคนประเภทแรก
นุ่นเห็นว่าเชอรี่ทำแล้วไม่รู้สึกผิดอะไรก็เลยทำบ้าง
สมมุติง่ายๆ ว่าถ้ามีใครเห็นคนโกงตั๋วรถไฟโดยการเดินตามประชิดคนข้างหน้า เอาตัวเข้าประตูก่อนที่จะปิด เห็นแล้วทำได้ เราก็ทำบ้าง...ก็มันไม่ได้เดือดร้อนใครนี่ แค่เราไม่เสียเงินค่ารถไฟเท่านั้นเอง แล้วคนที่เห็นกลับทำตาม นั่นมันก็เท่ากับว่าความจริงแล้วเราไม่ต้องซื้อตั๋วรถไฟเท่านั้นเอง
คนอย่างเชอรี่และนุ่นจึงมีอยู่ทุกทีในสังคม
ซึ่งจะว่ากันจริงๆ แล้ว การที่เราทำไม่ถูกต้องอะไรสักอย่างนั้น มันต้องมีคนเดือดร้อนสิวะ
อยู่ที่ว่าเราจะมองเห็นตอนนั้นเลย หรือว่าเรามองไม่เห็นเท่านั้นเอง
เหมือนกับที่เรย์พูดไว้ "ผิดก็คือผิด"
เหมือนกับที่กาลิเลโอว่าไว้ "ก้อนหินสองก้อนที่ขนาดไม่เท่ากัน ถ้าถูกปล่อยจากที่สูงเท่ากัน มันจะตกสู่พื้นพร้อมกัน"
"an eye to an eye makes us all blind" - Gandhi
ในการทำงานบางครั้งก็เจอประเภทเชอรี่เหมือนกัน...ยกตัวอย่างให้ง่ายและเห็นภาพที่สุดคือการมาสาย ผมคิดว่าการตรงต่อเวลาเป็นเรื่องง่ายๆ เบสิคแต่ว่ากันตามตรง บางคนก็ไม่ซีเรียสอะไรกับเรื่องนี้นะ ก็อย่างว่า กะแค่มาสาย มันจะมีใครเดือดร้อนนักหนาวะ
หลายคนอาจจะมีปัญหานี้กับเพื่อนร่วมงานอยู่ และคิดว่าอีกหลายคนเคยแก้ปัญหานี้มาแล้วด้วยวิธี เกลือจิ้มเกลือ หรือวิธีตาต่อตาฟันต่อฟัน มึงมาสาย กูก็มาสายเหมือนกัน
วิธีนี้อาจจะเป็นการดีนะ คนที่มาสายเป็นประจำ อาจจะเข้าใจบ้างว่ามันเป็นยังไง และบางครั้งอาจจะเกิดอาการ "เอาใจเขามาใส่ใจเรา" ได้
แต่คิดดูดีๆ นะครับการที่มีคนมาสาย แล้วเราก็แก้เผ็ดด้วยการมาสายด้วย
ทำให้ตอนนี้มีคนสองคนมาสาย...
คนที่เหลือเกิดความรำคาญมาสายด้วย เพราะแสดงให้สองคนแรกว่า "อย่ามาสายนะ"
เมื่อถึงเวลานั้น
การมาสายก็ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะทุกคนมาสาย
อันนี้แค่ยกตัวอย่างง่ายๆ อ่อนๆ เรื่องการมาสายนะ ถ้าเป็นเรื่องอื่นคงจะเดือดร้อนชิบหายมากกว่านี้
วิธีเกลือจิ้มเกลือ ก็ไม่ใช่วิธีที่ดี เพราะเกลือก็เค็มอยู่แล้ว เราเกลือมาจิ้มอีก มันจะเค็มเกินไปมั้ย
วิธีตาต่อตา ก็ไม่ใช่วิธีที่ดี เพราะเมื่อเราเอาตามาประกบตา เราจะมองไม่เห็นอย่างอื่น
an eye to an eye makes us all blind

บางครั้งการนิ่งเฉย ก็มีผลต่อต้านการทำผิดนะครับ
ยกตัวอย่างจากข้างบน...การที่เราจะแก้ไขปัญหาคนมาสาย บางทีมันก็อาจจะไม่ใช่แบบเกลือจิ้มเกลือก็ได้
การที่จะเตือนสติคนทำผิดนั้น เริ่มต้นได้ง่ายๆ ด้วยการทำให้เรื่องที่เขาทำเป็นความผิดจริงๆ
การพูดจาอย่างเดียวอาจจะไม่พอ เราต้องแสดงให้เห็นด้วย
การแสดงให้เห็นว่าการมาสายถือเป็นเรื่องผิด เราก็ต้องไม่มาสาย
เราจะไปเตือนคนมาสายได้อย่างไร ถ้าตัวเราเองยังมาสาย
จะว่าไปมันก็เหมือนคำพระคำนึงอะเนอะ "แพ้เป็นพระ ชนะเป็นมาร"
หลายๆ คนคงยังไม่เข้าใจภาษาไทยประโยคนี้
...โดยเฉพาะผู้ใหญ่ผู้บริหารประเทศบางกลุ่มคน

คุณวิชัยฮุคหมัดหนักตอนเช้าตรู่เลย

ถึงจะแม้ไม่มีคนเดือดร้อน ก็ต้องสิ่งที่ไม่ใช้คนเดือดร้อนอยู่ดี
อย่างเช่น "น้ำ" (เดือด=ร้อน)
บ่นอะไรอยู่คนเดียวฟร่ะ?
#1 By น้ามชา on 2009-08-01 04:30