simple past (แถมแบบเสื้อรักษามะเร็ง)
posted on 04 Oct 2009 08:15 by doggiestyle in t-shirt
ท้ายเอนทรีนี้มีข่าวคราวความคืบหน้าของเสื้อยืดนะครับ ข้ามไปอ่านก่อนก็ได้
แต่ถ้าให้ดี ค่อยๆ อ่านลงไปดีกว่า กว่าจะเขียนเสร็จ
มีคนบอกว่าเวลาที่เราคิดถึงเรื่องอดีตเก่าๆ มากขึ้นแสดงว่าเราแก่ลง
เอ่อ...มันอาจจะจริงแฮะ เพราะเมื่อหลายวันก่อน ในขณะที่ผมกำลังทำงานอยู่นั้น อยู่ดีๆ ผมก็นึกขึ้นมาว่า...
"เฮ้ย เรายังไม่เคยมีดินสอกดล๊อตติ้งเลยว่ะ"
ตอนนั้นผมไม่ได้ถือดินสอไม้ หรือดินสอกด ผมกำลังนั่งอยู่หน้าจอคอม เปิดโปรแกรม Fidelio (โปรแกรมปฎิบัติการของโรงแรม) ไม่ได้เปิดอินเตอร์เนทด้วยซ้ำ
แล้วอีดินสอกดล๊อตติ้งมึงมายังไง? แต่ก่อนที่จะรู้ว่าล๊อตติ้งมายังไง หัวผมคิดต่อไปแล้วครับว่า ตอนเด็กผมขาดอะไรบ้าง
จริงอยู่นะว่า อีดินสอกดล๊อตติ้งมันไม่ได้เป็นอะไรสำคัญในชีวิตนะ แต่ผมถือว่าการขาดอะไรบางอย่างในช่วงชีวิตนึง มันเป็นเรื่องที่น่าจดจำนะ
วันนี้ลิสต์ง่ายๆ ละกันว่าผมอยากได้อะไรบ้างตอนที่เรียนหนังสืออยู่
ดินสอ
จำได้แม่นว่าตอนเด็กๆ บ้านวิชัยไม่ได้รวย แต่พ่อแม่ผมก็ไม่ได้แร้นแค้นขนาดห่อข้าวและไข่ต้มให้ลูกชายมากินที่โรงเรียน มันไม่ได้ดราม่าวัลลีขนาดนั้น
นายทองก็แค่...ซื้อดินสอตราม้าหกเหลี่ยมสีๆ แล้วหักครึ่งให้ผมใช้เท่านั้นเอ้ง
ประมาณว่า หนึ่งกล่องมีสิบสองแท่ง หักครึ่งซะ ก็จะได้กลายเป็นยี่สิบสี่แท่งไง
ยางลบก็ซื้อก้อนโตๆ แล้วผ่าครึ่งให้เป็นสองก้อน
ถึงทุกวันนี้ผมก็ยังคิดถึงภาพที่นายทองเอามีดบรรจงหั่นดินสอออกเป็นสองท่อนแล้วก็จัดการเหลาดินสอให้ทีละแท่ง และแน่นอนว่าเย็นวันต่อมานายทองก็จะโกรธเพราะค้นพบว่าวิชัยเอาดินสอไปบริจาคให้ชาวโลกเสมอ ไม่รู้ว่าที่นายทองโมโหเพราะผมทำดินสอหายหรือว่าแกต้องมาเหลาดินสอให้ใหม่ แต่เดาว่าน่าจะทั้งสองอย่างรวมกัน
นั่นก็เป็นเหตุผลนึงที่วิชัยเหลาดินสอได้ไม่เอาห่วยเลย (เออ ก็ไอ้มีดเหลาดินสอสีๆ พับๆ นั่นแหละ เหลาดินสออย่างกับตัดซุงไปต่อแพ ในขณะที่บางคนเหลาดินสอได้เรียบเนียนอย่างกับเข้าเครื่องกลึงออกมา โต๊ะเรียนหนังสือก็ต้องมีไอ้คราบฝุ่นดำๆ เปื้อนอยู่ เพราะตอนนั้นการได้หยิบดินสอไส้แหลมกริบออกมาจากกระเป๋าโดยที่มีสายตาเพื่อนจ้องตะลึงถือได้ว่าเป็นจุดสุดยอดของวัน การเหลาดินสอสำหรับผมเลยถือได้ว่าเป็นศาสตร์อย่างนึง คือต้องไม่ลงน้ำหนักมากไป และต้องไม่เบาเกินไป หลังจากนั้นก็เอามีดมากลึงๆ แท่งดำๆ ข้างในเหมือนช่างศิลป์กำลังบรรจงปั้นงานศิลปะ ท้ายที่สุดแล้วก็ต้องไม่ลืมที่จะ......เอาดินสอที่เหลาเสร็จมาจิ้มที่หลังมือตัวเอง ไม่รู้จะจิ้มทำไมแค่ตาปลายดูไม่ออกรึไงว่าแหลมแทงไส้ไหลได้อยู่แล้ว (และแน่นอนที่สุดว่าอีดินสอโคตรเหง้าแหลมพวกนั้นก็จะหักเพราะใส่กล่องดินสอ)
ตอนนั้นก็เป็นการมาถึงของดินสอที่เราไม่ต้องเหลาเอง
...ดินสอพิลโล่
ดินสอพิลโล่...พิลโล่ pillow แปลว่าหมอน
แล้วอีหมอนมันมาเกี่ยวอะไรกับดินสอได้วะ หรือว่ามันเป็นยี่ห้อหมอน?
แต่ถ้าให้พูดถึงดินสอสมัยเรียน อีดินสอพิลโล่นี่แหละที่เป็นอะไรที่จิ๊ดมาก
ดินสอพิลโล่หรือที่ใครบางคนเรียกว่าดินสอเปลี่ยนไส้ มีรูปพรรณเป็นแท่งพลาสติกใสๆ
ข้างในมีแท่งพลาสติกที่มีไส้ดินสอติดอยู่ตรงปลายเป็นต่อนๆ ประมาณ 10กว่าต่อน
วิธีใช้ก็แค่ดึงเอาแท่งที่อยู่ข้างนอกออกมากลับไปเสียบที่ตูดมัน แล้วมันก็ดันต่อนที่อยู่ข้างในผุดหัวออกมาข้างนอก
ดูประหยัดและสะดวกเพราะไม่ต้องเหลาดินสอ
แต่ความห่วยของดินสอพิลโล่มันก็อยู่ที่ไส้นั่นแหละครับ แม่งเอ้ย ไม่ได้รับผิดชอบเล้ยย
ทำดินสอพิลโล่ แต่เสือกไม่มีไส้ออกมาขาย (หรือว่ามีขายแต่เราไม่รู้)
เขียนๆ ไปมันก็ทู่ดิ ทู่ก็เปลี่ยนดิ เปลี่ยนอีกก็ทู่อีก ก็เปลี่ยนอีก พอเปลี่ยนจนไม่แหลมสักอันแล้ว ทีนี้ก็เลือกแล้วดิ ว่าอันไหนทู่น้อยสุด
พอเปลี่ยนบ่อยๆ ความห่วยก็บังเกิด...สัด ไส้หาย
พอไส้หายมันจะเขียนไม่ได้ เขียนทีไรมันผุดกลับเข้าไปข้างในดินสอ...เวรเอ้ย
วิธีแก้คือ หนึ่ง -เขียนเบาๆ
สอง - จับมันตรงไส้นี่แหละ
สาม - ขโมยไส้ของเพื่อนมาเติม
และสี่ - หาเศษกระดาษมาดุนตรงตูดใหัมันแน่นๆ
ซึ่งวิธีสุดท้ายจะได้ผลดีมาก แต่อุบาทว์ที่สุด
ตอนนั้นใครมีเงินขึ้นมาอีกหน่อยก็จะลองของใหม่กัน...
ดินสอกด
วิชัยตอนนั้นมีดินสอกดหนึ่งแท่ง แบบพลาสติกสีแดง อันโตๆ
ความวิเศษของดินสอกดคือ ไม่ต้องเหลามันครับ มันแหลมตลอดเวลา แต่ว่าดินสอกดก็มีเรื่องสารเลวเฉพาะทางของมันคือ ไส้มันแพง และไส้มันชอบหัก
หักบ่อยๆ ก็ต้องซื้อบ่อยๆ และอีไส้แท่งผอมๆ แบบแพงนะ แต่หักธรรมดายังพออภัยได้ แต่เมื่อไหร่ที่อีดินสอมันเกิดติสต์แตกและหักใน
โอโห้ครับ...งานฝีมือเลยทีนี้ ต้องเอาไส้ดินสอเส้นเล็กๆ อีกแท่งมาแทงสวนออกมา แล้วต้องแทงเบาๆ นะ เพราะอาจเกิดเหตุการณ์ความวัวไม่หายความควายจะเข้าแทรกได้ เพราะไส้อาจจะไปทวินแคมปลิ้นจะหลิ้นขำค้างอยู่ข้างในได้อีก นอกจากจะเสียเวลาเพิ่มแล้ว เราอาจจะเสียความเป็นผู้ดีด้วยการกล่าววาจาแสดงอารมณ์สั้นๆ ว่า "ไอ้ชิบหาย"
หลังๆ ดินสอกดจะมีรุ่นที่แก้ไขปัญหาไส้ขำออกมา (ไส้ขำไม่แปลว่าไส้เส้นตื้นนะ ขำเป็นกิริยาของภาคเหนือแปลว่าติด ค้าง ไม่หลุด)ไม่ได้แปลว่าไส้จะขำน้อยลงนะ
แต่ตรงจุกมีเหล็กแท่งเล็กๆ ไว้สอดสวนให้ไส้ไหลออกมาได้โดยที่เราไม่ต้องแสดงงานฝีมือ
ปัญหาของดินสอกดยังมีให้ปวดตับอยู่อีกเช่น...จุกที่ปิดช่องใส่ไส้ดินสอมันเป็นยางลบ แล้วมันจะเป็นอย่างไรถ้าเราลบเพลินจนมันไม่สามารถเอายางลบออกเพื่อใส่ไส้ดินสอได้อีก
เราก็ต้องแสดงงานฝีมือด้วยการโชว์เทพ เอาไส้เข้าไปจากปลายดินสอ เฮ้อ ลำบากชิบหาย
ผมก็มีดินสอกดนะ แต่เป็นแบบไม่เท่อะ แล้วมามีดินสอกดเอาตอนที่ชาวบ้านไปใช้...อีล๊อตติ้งกันหมดแล้ว มันเป็นเหลี่ยมๆ เล็กๆ สีดำๆ มีที่จับกันลื่น และที่สำคัญของความเท่ทั้งหมด มันเป็นเหล็ก! พระเจ้ามันน่าจะไปจับมากๆ
จำได้ว่าถ้าใครมีอีล๊อตติ้งนรกที่ว่า พวกแม่งจะไม่ใส่กล่องดินสอกัน แต่จะเอามาเหน็บไว้ที่กระเป๋าเสื้อแทน...
หือ~...ดินสอไปขีดใส่กระเป๋าเสื้อเลย สมน้ำหน้ากะลาหัวเจาะ
ไม้บรรทัด...
ไม่รู้ว่าทำไมต้วเองไร้สาระแบบนี้ เพราะเมื่อก่อนผมอยากได้ไม้บรรทัดที่เป็นสีขาวอันสั้นๆ อ้วนๆ ที่มีตารางๆ ขีดๆ เยอะๆ ที่ไม่รู้เรื่อง
ก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงอยากได้แบบนั้น หรือเพราะว่าตอนนั้นเราไม่ได้เรียกไอ้สิ่งนี้ว่า ไม้บรรทัด แต่เราเรียกว่า "ไม้โปรเทกเตอร์"
ผมอยากได้ว่ะ ทั้งๆ ที่แม่งเอามาขีดเส้นกั้นหน้าก็ไม่ได้ เพราะนอกจากมันจะกว้างกว่าปกติแล้ว มันยังยาวกว่าแค่ครึ่งเดียวของไม้บรรทัดทั่วไปอีก
แต่ยังไงไอ้คำว่า ไม้โปร มันดู โปรกว่าคำว่า ไม้บรรทัดมั้ง
แต่ไม้บรรทัดที่สุดยอดดวงใจที่สุดคือ ไม้บรรทัดที่มีสูตรคูณครับ
เวลาเข้าสอบเลข ไม่มีสิ่งใดที่อยากได้อุ่นใจไปมากกว่าไม้บรรทัดสูตรคูณ
อยากยกให้เป็นสิ่งประดิษฐ์ในดวงใจ...ถ้าอีไม้บรรทัดสูตรคูณที่ว่ามันจะทำให้มีคุณภาพให้ดีกว่านี้
ชิบหาย ซื้อทีต้องเลือกกันดีๆ เพราะถ้าซื้อไม่ดี ตัวเลขอารบิคบนไม้บรรทัดอาจจะเลอะเลือนจนกลายเป็นตัวเลขเผ่าอารยันต์
ข้อดีของไม้บรรทัดสูตรคูณนอกจากตารางสูตรคูณคือ ความกว้างมันจะพอดีสวยงามเวลาเราเอามาตีกั้นหน้า
แต่ท้ายที่สุดแล้ว...อีไม้บรรทัดสูตรคูณที่ว่าก็ไม่ค่อยมีประโยชน์กับผมเท่าไหร่ เพราะผมจะเห็นสูตรถึงแค่แม่ห้าเท่านั้น
เพราะนายทองหักครึ่งอีกแล้วครับ...ก็นะ...ลูกชายพี่เค้าทำไม้บรรทัดหายโคตรบ่อย
จนหลังๆ ผมต้องขอซีกที่เป็นแม่หกไปถึงแม่สิบแทน...เพราะแม่สองถึงแม่ห้าเราท่องคล่องแล้ว...
แต่ถ้าพูดถึงสุดยอดคลาสสิคไม้บรรทัด...มันก็ต้องนี่!
ไม้บรรทัดโอวัลติน! เอ่อ คลาสสิคมากซะจน พี่กูล์ยังหารูปไม่เจอ
มันเป็นไม้บรรทัดทรงไม้โปรเทกเตอร์ แต่อันนี้จะฮิปกว่าสองร้อยแรงม้า เพราะมันจะมีด้านนึงไว้ตีเส้นปกติ อีกด้านนึงจะหยักๆ เป็นฟันปลา ไว้ให้เด็กติสต์เล่นๆ และข้างในไม้บรรทัดยังฉลุเป็นรูๆ รูปตัวเลขหนึ่งถึงศูนย์ แค่นั้นว่าฮิปโก้แล้วใช่มะ แต่ไม้บรรทัดโอวัลตินที่ว่ามันยังเก๋ไก๋ชไมพรกว่านั้นครับ เพราะว่ามันยังมีรูปเจาะๆ ไว้เป็นรูปทรงต่างๆ เช่นรูปสี่เหลี่ยม, สามเหลี่ยม, รูปดาว ให้เราได้ระบายเขียนเล่นบนหนังสือ
แต่ว่าความเมกะสุดยอดมันไม่ได้อยู่ที่ฟังก์ชั่นการใช้งานครับ
ความเหนือมันอยู่การได้ครอบครองตังหาก!
เพราะไม้บรรทัดที่มีโลโก้โอวัลตินไมโลแบบนี้มันไม่มีขายครับ เราจะต้องมีอภิสิทธิ์ในการครองครองครับพี่น้อง
อภิสิทธิ์ขั้นกว่าในการครอบครองไม้บรรทัดเทพเนี่ย เราก็แค่ต้องวิ่งเท่านั้น เพราะไม้บรรทัดมันจะมาแจกกับรถโอวัลตินเท่านั้น
แล้วก็มีแต่ท้องฟ้าและเทวดาเท่านั้นที่รู้ว่าเมื่อไหร่อีรถโอวัลตินมันจะมาแจก
เมื่อไหร่ที่มีรถโอวัลตินมาแจกวันนั้นจะเกิดเหตุจาราจลเล็กเกิดขึ้น บริเวณรถโอวัลตินก็จะคล้ายๆ กับการแจกข้าวสารในค่ายสงเคราะห์เด็กยากไร้ในประเทศวาฮีรี เพราะโอวัลตินที่แจก มันเข้มข้นอร่อยมันกว่าที่แม่ชงประมาณ 47 เท่า แต่ผมว่าอะไรฟรีเด็กก็พร้อมจะต่อยปากแย่งกันอยู่แล้วแหละเนอะ เด็กๆ จะได้โอวัลตินคนละหนึ่งแก้ว และถ้าใครสามารถวิ่งเบียดเสียดยัดทะนานต่อคิวได้คนแรกๆ ก็จะได้อีไม้บรรทัดครองพิภพไปอวดไปยืด ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า อีพวกโอวัลตินมันจะเอาไม้บรรทัดมาให้พอไม่ได้รึไงวะ
...จะว่าไปผมเคยได้ไม้บรรทัดครองพิภพแค่ครั้งเดียวนะ และไอ้อันที่ได้มาก็กลายเป็นดาบกายสิทธิ์ไล่แทงเพื่อนหักไปแล้วด้วย
จากนั้นไม่นานมันก็เป็นอีกสมัยของไม้บรรทัด ยุคนั้นเรียกได้ว่าเป็นยุคทองกราฟฟิคของผม...
เพราะมันเป็น 3D era!!
จำได้มั้ย...ไม้บรรทัดสามมิติที่เราขยับไม้บรรทัดแล้วมันจะขยับไปมา
ซึ่งอีพวกเด็กเทพก็จะเป็นลายการ์ตูนต่างๆ ขยับแขนขายึกๆ ยักๆ อย่างกับเล่นหนังตะลุง
ส่วนเด็กชาวบ้านๆ ก็จะเป็นสามมิติรูปภูเขาใบไม้และแสงอาทิตย์วิบๆ วับๆ
นั่นเป็นยุคที่เด็กเหมือนโดนสะกดจิต วันๆ ตาลอย ขยับไม้บรรทัดไปมา
แต่สำหรับผมสุดยอดไฮเทคของไม้บรรทัดก็คือ ไม้บรรทัดเล็ก หรือที่เราเรียกกันว่า ฟุตเหล็ก
สมัยก่อนมันแพงนะครับ อันละสี่สิบห้าสิบบาท (เมื่อเทียบว่าไม้บรรทัดธรรมดาๆ ทั่วไปอันละสองบาทห้าบาท)
คือใครมีแม่งโคตรเท่อะ มันเป็นเหล็กว้อย เป็นเหล็ก มันไม่หัก ไม่งอ ด้วย
ถึงแม้หลังๆ ผมลองใช้ฟุตเหล็กแล้วจะรู้สึกว่า อีเหล็กเวรมันแซะไส้ดินสอทีละหน่อยๆ อีตังหาก
และที่บ้าบอมากกว่านั้น ฟุตเหล็กกลายเป็นวัตถุอันตรายที่ห้ามพกสำหรับนักเรียนไป เพราะทะลึ่งมีคนควงฟุตเหล็กไปจอดผิดเลนบนซอกหูชาวบ้าน
เฮ้อ...เด็กสมัยนั้น...เฮ้อ
กล่องดินสอ
กล่องดินสอเป็นสิ่งที่จำเป็นมากๆ สำหรับเด็กสมัยก่อน มันต้องเป็นกล่องด้วยนะ จะมาถุงผ้าอะไรไม่ได้ สำหรับกล่องดินสอนั้น เทียบไปแล้วก็คงกับรุ่นมือถือของสมัยนี้มั้ง (เอ๊ะ หรือว่าตอนนี้ก็ยังเห่อกล่องดินสอกันอยู่)
กล่องดินสอเปรียบได้กับเครื่องแสดงความเท่ ความเหนือ โชว์พาว ให้เพื่อนๆ ตาค้างกัน
กล่องดินสอที่ว่ามันจะเป็นแบบที่เป็นฟองน้ำลายเท่ๆ เปิดได้สองด้าน มีแม่เหล็กล็อกด้วย มีช่องเก็บดินสอที่บุนวมกันไส้ดินสอหักอย่างดี ช่องเก็บยางลบ ช่องเหลาดินสอ และช่องห่าเหวอะไรไม่รู้ที่ซอยยิบย่อยชิบหายแต่ถึงจะยิบย่อยจนใส่อะไรไม่ได้ แต่ไม่เป็นไร เพราะแม่งเท่ บางอันแม่งมีแบบกดปุ่มให้ดินสอไหลออกมาอ่ะ! เจ้ด!
อย่าว่าผมเป็นพวกติดวัตถุเลยนะ...ผมอยากได้กล่องดินสอเท่ๆ บ้างอะ แต่ไม่กล้าบอกพ่อ กลัวพ่อตี วิชัยจะมีกล่องดินสอเหล็กหนึ่งอัน เป็นเหล็กๆ ที่แบบว่าห่างไกลความสวยประมาณสามซอยได้
แต่พ่อก็พยายามหายางนิ่มๆ มาใส่ป้องกันไส้ดินสอหักให้นะ
จนในที่สุดพ่อก็ซื้อกล่องดินสอเทพแบบที่ผมอยากได้ในวันเกิดปีนึง...เป็นกล่องดินสอที่เปิดโคตรบ่อย พ่อซื้อมาจากเมืองจีนมั้ง...ตัวแม่เหล็กดีมาก เปิดกล่องดินสอแต่ละที คล้ายๆ กับงัดบ้านคนอื่นอยู่ เปิดดูช่องนุ่นนี่นั่นทั้งวัน เปิดเหมือนกลัวจะลืมว่า ตรงไหนเก็บอะไรไว้บ้าง เปิดจนมันขาดอะ (ก็ขาดดิ ฝามันเป็นผ้าใบหรือยางบางๆ เองนิ)
เปิดจนไอ้แม่เหล็กมันหลุดออกมา ความเฮงซวยมาเยือนครับพี่น้อง...จะยังไงต่อได้อีก ถ้าไม่เอาหนังยางมารัดไว้ แล้วพยายามซุกหลบสายตาพ่อให้นานที่สุด
พูดเรื่องแบบนี้ทีไรสนุ้กสนุกเนอะ มันอบอุ่นและเป็นมิตรกับเราเสมอ
พอเขียนถึงตรงนี้แล้วย้อนกลับไปคิดถึงเรื่องเมื่อก่อน...พ่อกะแม่เราก็เลี้ยงเราอย่างดีที่สุดนะ
ถึงแม้จะไม่มีนู่นนี่นั่นเท่ๆ เหมือนคนอื่นๆ แต่อย่างน้อยเราก็มีเหมือนกัน...
...ถึงไม่ครบ แต่ก็ไม่ขาด
เอาเป็นว่าผมยังอยากอ่านต่ออะ...
ใครจะทำเป็น tag ต่อ จะขอบคุณมากครับ...
ลงชื่อ tag ว่า "simple past" นะครับ
เอาละวันนี้สองเรื่องควบล่ะกัน...
ความเดิมจากตอนที่แล้ว >>> ตรงนี้ครับ
สำหรับผมการทำเสื้อยืดขายนั้นมีเหตุระทึกอยู่นิดนึงคือ
1. ลายที่จะทำนั้น มันจะมีคนชอบรึเปล่าเน้อ
2. ลายที่จะทำนั้น ร้านเค้าจะคิดราคาเท่าไหร่เน้อ
3. ลายที่จะทำนั้น ร้านเค้าจะทำออกแล้ว สวยเหมือนกับที่เราเห็นในคอมมั้ยเน้อ
ข้อหนึ่ง ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี
ข้อสอง มีเหตุผิดพลาดเล็กน้อย เพราะหลังจากที่คุยราคากับร้าน พวกผมตั้งราคาขาย แต่พอส่งลายที่ส่งไปทั้งสองแบบ ทางร้านที่ชมว่าสวยมาก แต่ไม่แนะนำใ้ห้สกรีนสีธรรมดาๆ เพราะสีมันจะไม่สดไม่จี๊ด จึงให้สกรีนยาง...ตับสด!
ผมไม่รู้ว่าการสกรีนยางจริงๆ มันคืออะไร รู้แต่ว่าถ้าเป็นยางเนี่ย สีจะสวยขึ้น และราคามันจะแพงขึ้น...ตับสด...เอาก็เอาวะ
ผมใจตุ้มๆ ต่อมๆ อยู่สองสามวัน กลัวว่าร้านเค้าทำแบบออกมาแล้วเหียก...
ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นล่ะก็ วิชัยก็จะถูกแก้ผ้าตรึงกางเขนสังเวยชีวิตให้กับเสาทางด่วนรามอินทรา
จนกระทั่ง....
![]()
![]()


สวยโฮก!!!
เล็ดราดที่สุด!!
ผมแทบอยากจะวิ่งปลายตีนไปเต้นเมดเล่ย์ซูลูบูชาเทพดาวศุกร์หน้าโรงแรม
รอดตายแล้วกูว์!!!
เสื้อลาย As strongs as bull ราคา 180บาทไทย
ราคานี้ไม่รวมค่าส่ง...เอ่อ แล้วก็นายแบบนะ
เอาละ เรามาพูดเรื่องสำคัญกัน
หลังจากที่ได้แบบเสื้อตัวอย่างมา ก็ค้นพบว่า...เสื้อไซส์ควายมาก!
ดังนั้นพวกเราก็ได้ ทำให้ไซส์เสื้อมันมีขนาดเล็กลง เพื่อให้น้องๆ ผู้หญิงได้ใส่สวยๆ กัน
ไซส์เสื้อที่ปรับแล้วข้างล่างครับ...(มีแต่รอบอกนะครับ)
ไซส์ SS ตอนนี้ปรับเป็น รอบอก 34 และจะเข้ารูป เข้าเอวหนึ่งนิ้ว
ไซส์ Sตอนนี้ปรับเป็น รอบอก 36
ไซส์ M ตอนนี้ปรับเป็น รอบอก 38
ไซส์ L ตอนนี้ปรับเป็น รอบอก 40
ไซส์ XL ตอนนี้ปรับเป็น รอบอก 46
ไซส์ XXL ตอนนี้ปรับเป็น รอบอก 48
สรุปก็คือจะมีแต่ไซส์ SS เท่านั้นที่เข้าเอวนะครับ
นอกนั้นจะเป็นทรงตรงหมดนะครับ
สำหรับคนที่ส่งเมลมาแล้ว ถ้าอยากเปลี่ยน ผมรบกวนส่งอีเมลมาอีกรอบนะครับ
ส่วนแบบเสื้อ HELPopo ของพี่ชาติ และกระเป๋าจะมาถึงวันพุธนะครับ
ถ้าได้เมื่อไหร่จะรีบเอามาลงให้ดูเลยนะครับ
(สัญญาว่า จะเอาพี่ติ๊กมาเป็นนายแบบให้ได้!)
หมายเหตุ: ใครที่เล่นทวิตเตอร์ ติดตามข่าวสดๆ ได้ที่ http://twitter.com/dogst

เป็นTagที่น่าสนใจมากๆ ^^

ชอบๆ
#1 By วิชัย... on 2009-10-04 16:53