เมื่อวันก่อนคุณน้อง iDoi* มาขอสัมภาษณ์เรื่องโรงแรมเพื่อจะทำการบ้านอะไรสักอย่าง
หัวข้อของการสัมภาษณ์ไม่ระบุแน่ชัด (เอ๊ะ หรือว่าน้องเค้าบอกแล้ว แต่เรามึนเอง)
แต่ประเด็นที่ผมเล็งคิดอยู่นานแล้วว่าอยากจะเอามาเขียนเป็นที่ระลึกซักทีคือ ประเภทของโรงแรม
แต่ด้วยความสามารถพิเศษเฉพาะตัวที่ขี้เกียจได้อย่างไม่มีวันหยุดราชการและขี้เกียจอย่างไม่เกรงใจฤดูกาล วิชัยก็ไม่ได้เขียนสักที...จนเมื่อคืนมีคนถามขึ้นมา...ก็เอามันซักหน่อยละกันเนอะ

แต่ก่อนอื่นขอบอกก่อนว่าเอนทรีนี้ เขียนเอาตามความรู้ึสึกประสบการณ์และจากที่ถามพี่ๆ เพื่อนๆ ในโรงแรมนะครับ ใครที่อ่านแล้วรู้ึสึกว่ามันไม่ถูกต้องกับตำราที่เรียนอยู่...โอ๊ะ มันจะจอร์จมาก ถ้ามาแลกเปลี่ยนกัน

 

วิชัยคิดว่าโรงแรมมันน่าจะมีขึ้นมาพร้อมๆ กับการที่มนุษย์เริ่มรู้จักการเดินทางแล้วแหละมั้ง
เมื่อกี้ไปถามพี่กูล์มา...พี่กูล์บอกว่า โรงแรมมันน่าจะมีมาตั้งแต่คริสตกาลนู่นแล้ว
แต่โรงแรมสมัยก่อนนั้น ผมคิดว่ามันไม่ได้เป็นการค้าแบบนี้หรอก มันน่าจะเป็นเราขอเข้าไปอาศัยชั่วคราวค้างคืนในคอกม้าอะไรก็ว่าไป

อันนั้นเป็นทัศนคติของพีกูล์
ทีนี้เรามาฟังทัศนคติของน้าวิก์บ้าง...
น้าวิก์ตั้งข้อสังเกตว่า คำว่าบริการที่เขียนว่า hospitality มันมีรากศัพท์มาจากคำลาตินว่า host (เจ้าบ้าน) ...หึหึหึ เอนทรีนี้วิชัยออกตัวล้อฟรีได้หล่อมากกกก มีคำว่า "รากศัพท์" ด้วย...

ขอตั้งท่าหล่อสักนาที...

หล่อหน้าตั้ง

จากรากศัพท์ (อุ้ย หล่ออีกแล้ว) คำว่า host นั้นก็น่าจะเดาได้ว่าเมื่อก่อนโรงแรมน่าจะเป็นขอเบียดที่นอนมากกว่า แต่ก็อย่างว่า มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่กระแดะที่สุดในพื้นโลกแล้วครับ...ติสต์แตกมาก...ต้องเดินทางเพื่อค้นหาตัวเองเสมอ...เมื่อมีมนุษย์เดินทางมากขึ้นๆ มันก็น่าจะมีคนที่โดนเบียดเบียนขอนอนมากขึ้นด้วย

แล้วมันก็คงมีมนุษย์หนึ่งคนที่นั่งๆ อยู่แล้วก็มีกองไฟสว่างพรึ่บขึ้นมา (สมัยก่อนยังไม่มีหลอดไฟ เข้าใจมุกหน่อย) จากที่ให้คนเข้ามาพัก แล้วแลกด้วยเงินนิดๆ หน่อยๆ ทีนี้พี่แกก็ซัดเต็มข้อเลิกเลี้ยงวัวเลี้ยงควาย มาต่อเติมบ้าน แล้วทำเป็นที่พักให้คนซะเลยดีกว่า

โรงแรมก็เลยเป็นวุ้นตั้งแต่ตอนนั้นเป็นต้นมา...

 

พอมีโรงแรม ความกระแดะมนุษย์ก็ถีบเฟืองทำงานอีกครั้ง...
มันก็เลยมีประเภทโรงแรมผุดขึ้นมาอีก ตามลักษณ์ของที่ตั้งและรูปแบบโรงแรม

hostel - สังเกตว่า...เรายังดึงต้นออกมาไม่หมดยังมีรากคำว่า host ติดมาอยู่ วิชัยเดาว่า hostel จริงๆ แล้วมันก็คือโรงแรมแบบโบราณหรือที่ต่างจังหวัดบ้านเรากำลังฮิต homestay นั่นแหละ ผมว่ามาจากที่มาเดียวกัน...หรือการที่บ้านใครสักคนที่พอมีห้องเหลือก็เลยไม่อยากจะให้ห้องมันอยู่เปล่าๆ ก็เลยปล่อยเช่าห้อง..พอมีคนสนใจมากๆ ขึ้น ก็เลยทำบ้านทั้งหลังให้เป็น hostel เลยละกันวะ

hostel ก็เลยเป็นที่พักแบบไม่มีการบริการอะไรมากมาย เป็นแค่ที่พัก มีห้องที่เราอาจจะต้องไปแชร์ห้องกับใครก็ไม่รู้ อาบน้ำห้องน้ำรวม เป็นที่พักราคาถูก

hostel ก็เลยเป็นที่ของคู่ขวัญ backpacker ฉบับราคาถูก

 

 

ถัดจาก hostel ก็เลื่อนขึ้นมาหน่อย...ซึ่งมันน่าจะเป็น guesthouse

ในความรู้สึกผม guesthouse กับคำว่า hostel น่าจะมีที่มาเหมือนๆั กันคือ เอาบ้านเดิมๆ มาดัดแปลงให้เป็นที่พักให้กับนักเดินทาง (ก่อนที่ hostel จะกลายพันธุ์เป็นที่พักอย่างเต็มตัว)


guesthouse ชื่อก็บอกอยู่แล้ว guest house - แขกบ้าน - บ้านของแขก
มันก็คือเอาบ้านมาดัดแปลงให้เป็นที่พักนั่นแหละพี่น้องงง
ตามความรู้สึกแล้วคำว่า guesthouse น่าจะสะดวกสบายกว่า hostel อยู่นิดนึง..
อย่างน้อย guesthouse เค้าก็มีห้องส่วนตัวให้ แต่ยังต้องใช้พื้นที่ส่วนกลางกับคนอื่นอยู่ เช่นต้องไปนั่งดูทีวีกับชาวบ้าน ต่อคิวใช้ห้องน้ำกับชาวบ้าน

ถ้าใครยังจำหนังเรื่อง พนาหมากฝรั่ง หรือชื่อเป็นทางการว่า Forrest Gump

บ้านของ gump นั่นน่ะครับ...นั่นแหละ guesthouse

 

 

อัพระดับขึ้นมาอีกนิดเป็น Motel

Motel มีจุดเริ่มต้นมาจากอเมริกา มันน่าจะมาจากคำว่า Motoway hotel หรือโรงแรมที่ตั้งอยู่ตามถนนหลวง เป็นที่พักริมทางสำหรับนักเดินทาง ส่วนใหญ่จะเป็นโรงแรมเล็กๆ ไม่ใหญ่ จุดที่เท่ของ motel ก็คือเราสามารถจอดรถเสร็จแล้วเดินเปิดประตูเข้าห้องพักได้เลย...

ถ้าใครยังจำหนังเรื่อง Me, myself and irene หรือที่แปลเป็นไทยว่า อีไอรีนกะกูทั้งปี 5555

ตัวละครทั้งสองคน (หรือว่าสามนะ) มักจะเข้าพัก Motel เสมอๆ
นั่นเป็นคำว่า Motel ในประเทศอเมริกาต้นฉบับ...

แต่ในบ้านเราสยามประเทศ คำว่า motel มันไปปั๊ตตะนาไปไกลแล้ว!
ที่อเมริกาเป็นประเภทจอดรถไว้หน้าห้องแล้วเปิดประตูเข้าห้องใช่มะ
นี่เลยประเทศไทย เรามาเหนือกว่าสองปีแสง
บ้านเราไม่ขับรถมาจอดธรรมดาครับ...บ้านเราจอดปุ๊ปปิดม่านปั๊บ เข้าห้อง!
Motel ในบ้านเราก็เลยกลายเป็นคำว่า ม่านรูดกลายๆ ซะงั้น

 

มาอีกคำที่เราได้ยินกันบ่อยๆ Inn...
ซึ่งบอกตามตรงโดยไม่กลัวเสียลุคมนุษย์โรงแรมว่า ผมไม่รู้ว่า inn มันแตกต่างจากอย่างอื่นๆ ยังไงวะ
มันก็น่าจะคล้ายๆ กับ guesthouse ม้างงง
ถามน้าวิก์แล้วเข้าใจว่า...คำว่า inn พบมากในยุโรป...
นั่นก็น่าแปลว่า คำว่า inn กับว่า motel มันก็ครือๆ กัน แต่ต่างกันแค่ที่มานั่นเอง...
ครับ..ขอบคุณน้าวิก์กับพี่กูล์มากครับ

Hostel > guesthouse > motel > inn
เราก็มาถึงที่หมายซึ่งก็คือ Hotel...

 

สวัสดี...ขอจบเอนทรีนี้ไว้เพียงแค่นี้ครับ

 

ชอบจงให้ดาว
ไม่ชอบจงปาด้วยดาว....

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

พี่...แล้ว hotel มันต่างจาก resort ยังไงอะ?

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

นั่นซิเนอะ...

เอาละมาต่อกันอีกหน่อย...

 

อย่างที่บอกนั่นแหละครับ มนุษย์นั่นเป็นสิ่งมีชีวิตรักอิสระพอๆ กับความกระแดะ
มันจะมีแค่ hotel แล้วทุกคนสบายใจนอนหลับกันไม่ได้รึไงวะ ถึงต้องมีคำว่า resort ผุดขึ้นมาอีก
ยังไงดีละ?

คำว่า hotel และ Resort นั่นความหมายเหมือนกันคือ เป็นที่พักแบบที่มีการบริการ
แต่ต่างกันนิดนึงตรงทีตั้ง สังเกตดิไม่ค่อยมี Resort อยู่กลางกรุงเมืองหลวงเท่าไหร่ (จะว่าไปไม่มีเลยมั้ง) คำว่า resort ก็เลยจะเป็นที่พักที่อยู่ตามต่างจังหวัด

คำว่า hotel มันจะให้ความรู้สึกประมาณว่า แม่งต้องเป็นตึกๆ ห้องติดๆๆๆๆ กันเป็นแผง มีแอร์อยู่รอบตึก
ส่วนคำว่า resort นั้นจะเป็นอะไรที่โล่งๆ มีหญ้าสีเขียวๆ มีต้นไม้เยอะๆ ล๊อบบี้ไม่มีแอร์ มีแต่ลมธรรมชาติ อาห์สบายจังเลย (แต่พวกกูว์เนี่ยทำงานกันเมือกแล้วเฟ้ย)

คุณน้อง iDoi* ยิงคำถามต่อว่าแล้ว boutique hotel และ HIP hotel และ Chic Hotel มันคืออะไร

ตรงนี้แหละที่เค้าเรียกว่า สามแยกอันตราย หรือหัวเลี้ยวหัวต่อ...
ตอบยังไงดีละ?


บอกตรงๆ ว่ามันอาจจะไม่ถูกแปะๆ นะครับ ขอตอบแบบเอาสีข้างแถไปละกัน
น้องๆ คนไหนเรียนการโรงแรมอยู่ แล้วอ่านบล็อกนี้ รบกวนไปถามอาจารย์หน่อยนะว่าถูกรึเปล่า

ขออธิบายแบบวิชัยๆ (อย่างที่เคยอธิบายน้อง iDoi*)
ลองมองย้อนกลับไปที่วงการเพลงไทยเมื่อสักสิบกว่าปีก่อน...
สมัยที่อาร์เอส กับแกรมมี่ครองเมือง...
ดูนักร้องแต่ละคนดิ...


คือ...น้องเค้าเพิ่งกลับมาจากเยี่ยมญาติที่ดาวยูเรนัสใช่มั้ยครับ
คนธรรมดาๆ ชาวบ้านชาวช่องเ้ค้าจะเอาพลาสติกห่อหนังสือมาตัดเป็นเสื้อกันมั้ย!!
เอ่อ มันอาจจะมีก็ได้ ใครจะรู้

สมัยก่อนนักร้องก็จะออกมาประมาณนี้...คือแต่งตัวแบบที่ไม่สามารถแต่งที่อื่นได้นอกจากบนเวทีคอนเสิร์ต
นอกจากที่มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่กระแดะแล้ว...มนุษย์ยังขี้เบื่อด้วย
จนมาวันนึง...ก็เกิดมีนักร้องอะไรสักอย่างที่กูจะทำอย่างที่กูต้องการ กูจะทำแบบเนี้ย ใครจะชอบ ก็ชอบไป ใครไม่ชอบก็เรื่องของมึง...หรือที่เราเรียกกันว่า อินดี้...

จนมาวันนึงก็กำเนิดนักร้องวงต่างๆ ที่เริ่มแตกตัวกันธรรมดาๆ เสื้อเชิ้ตกางกางยีนส์ธรรมดาๆ แบบที่ชาวบ้านๆ ใส่กัน จากที่วิชัยสังเกตที่เด่นๆ ก็มี อาร์มแชร์ พีโอพี อะไรประมาณนั้น...

การโรงแรมก็เหมือนกันครับ...
จากที่โรงแรมต้องหน้าตาเหมือนๆๆๆ กันทั้งหมด
มันก็มีคนเบื่อซะงั้นออกมาทำโรงแรมแบบที่ตัวเองชอบ และคิดว่าคนอื่นน่าจะชอบ
ซึ่งแน่นอนว่า มันต้องไม่เหมือนกับโรงแรมที่มีอยู่ส่วนใหญ่แน่ๆ
มันก็เลยกลายเป็น HIP Hotel (Highly Individual Person Hotel แปลเป็นไทย โรงแรมที่โคตรจะมั่น!)

สรุปก็คือ...

แกรมมี่และอาร์เอส เท่ากับ โรงแรมแบบดั่งเดิม

พวกอินดี้ เท่ากับ HIP Hotel เป็นตัวของตัวเองสูง ไม่ทำตามกระแสหลัก

แต่ในหมู่พวกอินดี้เองนั้น...ก็มีพวกอินดี้ที่ฟังแล้วโคตรเพราะ
boutique hotel จัดอยู่ในประเภทอินดี้แล้วเข้าถึงได้ง่าย ถ้าอินดี้ตัวพ่อแบบเพราะลืมโลกก็
Rhythm and boyd ที่แค่หน้าปกไม่มีรูปนัำกร้องนำ ก็โคตรจะ hip แล้วครับ!

boutique hotel ก็เลยเป็นโรงแรมทางเลือกใหม่ที่ตกแต่งแบบ...เน้นประโยชน์ใช้สอยมากกว่าความหรูหรา เก้าอี้แบบรูปข้างบนก็เหลือแค่...ม้านั่งยาวๆ ธรรมดา


ขอบคุณบล็อก "แม่แพรของน้องหมีพูห์"นะครับที่ผมแอบไปยืมรูปมาแปะ

 


และในอินดี้...ก็มีพวกที่...มึงจะติสต์ไปไหน กะว่าทำเพลงออกมาให้ตัวเองและเพื่อนๆ ฟังแค่นั้น?
คำว่า chic hotel...มีความต่างกับ boutique hotel ตรงที่ Chic มันแรงกว่า
เหมือนๆ กับวงอินดี้บางวงที่ฟังแล้ว...มันร้องห่าอะไรอยู่วะ!!

Chic hotel ก็ยังอยู่ในประเภท Highly Individual Hotel แต่เป็นแบบแรงไม่แคร์สื่อ!
เป็นสไตล์แบบไม่สนใจว่าใครจะมาเข้าใจมั้ย แต่เราจะเป็นแบบเนี้ย
มันอาจจะเป็นผนังสีแดงลายตุ๊กแกจุดเขียว แปะไว้ด้วยขนม้าลาย ข้างๆ มีเก้าอี้ขาหักวางเรี่ยราดอยู่
ด้านหน้ามีตุ๊กตา hulk สีชมพูใส่หมวกแก๊ปอาราเล่ และตรงข้ามเป็นผนังรูปท้องฟ้าเพ้นท์รูปหมีแพนด้าแต่งขนแบบพุดเดิ้ลขับเวสป้าลายม้าลายอยู่...

คือเห็นแล้ว...คนชอบก็อาจจะชอบเลย แ่ต่คนที่ไม่ใช่แนวก็ได้แต่ยืนมองแล้วรำพึง..นี่มันเหี้ยอะไรวะ
Boutique hotel ที่ว่าเป็นโรงแรมเฉพาะกลุ่มแล้ว
Chic hotel เป็นโรงแรมที่เน้นเฉพาะกลุ่มลงไปอีก

Boutique hotel เหมือนเป็นการตกแต่งแบบสมัยนิยม ที่จะยืนยงอยู่ได้นานกว่า
แต่ Chic hotel เป็นกระแสนิยมที่อาจจะมาแล้วก็ไป...แต่~ มันอาจจะกลายเป็น สมัยนิยมก็ได้
ถ้ามีคนชอบมากขึ้นๆ
ก็ได้

ตกหล่นอะไรอีกมั้ย?
เอาละครับ สีข้างวิชัยแสบไปหมดแล้ว...เอนทรีนี้ขอจบเพียงเท่านี้แหละ

 

 

 

 

 

 

พี่คะ มีอะไรสงสัยคะพี่....

 

พอแล้ว!!! 

 

 

สวัสดี

 

 

 

Comment

Comment:

Tweet

ขอออกความเห็นสักนิดนะครับ เอาเฉพาะคำว่า Inn คำเดียวก่อนนะครับ ก่อนคำว่า Hotel หรือโรงแรมจะมีการใช้กันแพร่หลายไปทั่วโลกอย่างทุกวันนี้ นักเดินทางสมัยก่อน เขาจะใช้คำที่มีความหมายเหมือนโรงแรมหรือที่พักของนักเดินทาง จะมีใช้อยู่สามคำเท่านั้นคือ Inns,lodging และ Tavern เท่านั้น คำสามคำนี้ น่าจะเริ่มใช้กันแพร่หลายกัน อยู่ในช่วงต้นๆปี 1700 ซึ่งแน่นอนว่าโรงแรมยังไม่มีเปิดบริการ คำว่าโรงแรมเริ่มใช้กันช่วงปลายปี 1800 นี่เอง ผมจะอธิบายคำว่า Inns คำเดียวก่อนนะครับ ส่วนคำว่า Tavern นั้นไว้ในโอกาสหน้าถ้ามีคนสนใจก็เขียนมาถามได้ คำว่า Inns เริ่มใช้ครั้งแรกในลอนดอนประเทศอังกฤษ Inns เป็นสถานที่พบปะสังสรรค์ปรึกษาข้อกฎหมานกันของนักกฎหมาย (legal) ที่เรียกกันว่า barristers สถานที่รวมกันนี้เขาเรียกกันว่า Inns of Court เมื่อมีนักฎหมายที่เดินทางมาประชุมกันจากต่างถิ่นต่างจังหวัด เข้ามาในลอนดอน และหาที่พักไม่ได้ พราะโรงแรมสมัยนั้นยังไม่เกิด ทางสถาบัน Inns of Court จึงจัดที่พักให้รวมทั้งจัดอาหารให้พร้อมสรรพ ระยะหลังๆ นักกฎหมาย เวลามาประชุมก็จะพาครอบครัวเดินทางมาด้วย Inns of Court จึงแพร่หลายไปทั่วในกลุ่มคนทั่วไป ไม่เฉพาะในกลุ่มของนักกฏหมายเท่านั้น คำว่า Inn ได้แพร่หลายและเริ่มทำเป็นธุรกิจกันอย่างจริงจังในกลุ่มคนอื่นๆของสังคม จึงเริ่มเป็นธุรกิจที่พักของคนเดินทางสมัยแรกๆ และธุรกิจของ inns ได้เจริญมาจนถึงปี 1910 ซึ่งเป็นปีที่อเมริกาเริ่มปฎิวัติด้านการคมนาคมทางรถยนตร์ทั่วประเทศอย่างจริงจัง ทำให้ผู้คนเดินทางกันมากสะดวกมากขึ้น แต่ยุคนั้นตามเส้นทางระหว่างเมือง อเมริกายังไม่มีโรงแรมเกิดขึ้น โรงแรมจะมีเฉพาะหัวเมืองใหญ่ๆเท่านั้น ที่พักตามเส้นทางถนนหลวงหรือที่เรียกว่า Highway ที่พักก็จะใช้สวนสาธารณะหรือ Camp ground แล้วตั้งแคมป์ กางเต้นส์ นอนกันเตรียมอาหารมากันเอง ต่อมามีคนเริ่มทำธุรกิจที่พัก กันตามแนวสองข้างทางถนนทั่วอเมริกา เพื่อรองรับนักเดินทางด้วยรถยนตร์ที่มีมากขึ้น แต่ก็ยังได้รับอิทธิพลการทำะุรกิจที่พักแบบ Inns จากอังกฤษเป็นต้นแบบในการดำเนินธุรกิจ ใช้ประกอบกันกับธุรกิจที่พักในระยะแรกๆ ในอเมริกา ของการเริ่มต้นธุรกิจ แต่ก็เริ่มมีการใช้คำว่า Motor Hotel ไปพร้อมๆกับคำว่า Inns เช่นกัน แต่พอปี 1925 เริ่มมีการใช้คำว่า Motel เป้นครั้งแรกและแพร่หลายจนถึงปัจจุบัน หลังจากนั้นคำว่า Motor Hotel ไม่นิยมใช้ แต่คำว่า Inns ก็ยังคงใช้กันควบคู่กับคำว่า Motel จนถึงปัจจุบันนี้ ธุรกิจที่พักแบบ Inn และ Motel นี้จะมีขนาดที่พักโดยปกติจะมีเพียงสิบห้องยี่สิบห้องพักในระยะแรกๆของการทำธุรกิจ แต่ในระยะหลังขนาดของที่พักจะมีขนาดใหญ่มากขึ้น แต่จำนวนห้องก้ยังมีไม่มากเท่าโรงแรมเฉลี่ยแค่สี่สิบห้าสิบห้องเท่านั้น เรียกได้ว่าคำว่า Inns คือต้นแบบของการทำธุรกิจโรงแรมที่พักเป็นเจ้าแรกของโลก แต่ยังมีธุรกิจที่เปิดเป็นที่พักสำหรับนักเดินทางที่มีประวัติยาวนานกว่า Inns อีกครับว่างๆ ผมจะเขียนเหล่าประวัติของธุรกิจตัวนี้ให้ฟังว่ามีความเป็นมาอย่างไร เป็นธุรกิจแบบไหน แต่จะขอบอกเพียงชื่อให้ได้ทราบก่อนครับ คำที่ว่านั้นคือคำว่า Tavern คำที่ผมได้พูดถึงแต่แรกคู่กับ Inns นั่นเองครับ สวัสดีครับ แล้วเจอกันใหม่นะครับ

#81 By Buck (1.10.248.10|1.10.248.10) on 2014-10-01 05:21

ฮามากฮามายค่า

เอาเบตาดีนมาฝากนะ ไว้ทาสีข้าง

ล้อเล่นนนนนนนน

#80 By Nicky on 2011-06-26 00:40

ชอบHIP Hotel น่ะไว้หนวดทำงานได้ด้วยbig smile

#79 By goodjinoi on 2010-11-24 09:28

555 (ฮาตอนท้าย)

ได้ความรู้มากๆครับ ^ ^ Hot! Hot!

#78 By ๛Aki๛ on 2010-04-17 08:49

ปืนฉีดน้ำ ดอกมะลิ ปืนฉีดน้ำ ขันน้ำ

สงกรานต์จ้ะ ให้น้ำดีกว่าดาว ^^