หนังสือ กับเรื่องขี้ๆ

posted on 24 Feb 2011 12:48 by doggiestyle in MyStory
เรื่องนี้ตั้งใจจะเขียนมาหลายรอบแล้ว
แต่ไม่ได้เีขียนซักที งานยุ่งบ้าง ขี้เกียจบ้าง
วันนี้ขี้เกียจทำงาน...เอามันซะหน่อย
 
เนื่องจากว่าหนังสือเล่มใหม่ (ชื่อหนังสือว่า "ซากะ อาโออิ: สิ่งมีชีวิตในเจแปน) ของวิชัย
กำลังจะออกในงานหนังสือครั้งที่จะถึงที่ศูนย์ประชุมสิริกิติ์
ส่วนงานหนังสือคือวันไหน อะไรยังไง ที่ไหนเมื่อไหร่ วางแผงอะไร
ไปหาข้อมูลกันเองนะ เพราะยังไม่รู้เหมือนกัน!
 
เอนทรีนี้วิชัยขอเขียนเรื่องที่มีหัวข้อกระชับๆ ว่า
"ความคิดเห็นและคำแนะนำของข้าพเจ้าสำหรับคนที่อยากจะออกหนังสือหรือมีผลงานเป็นของตัวเองบ้าง แต่ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มยังไงตอนไหน"
 
ออกตัวนิดนึงว่า ผมไม่ใช่คนที่เขียนหนังสือดีหรือเขียนหนังสือเก่ง ทัศนคติผมก็อาจจะไม่โรแมนซ์ หรือมองบวก
เพราะฉนั้น ฟังหูไว้หูล่ะกัน...เอ๊ะ มึงไม่ได้ฟังนี่! งั้นปิดตาข้างนึงอ่านละกัน
 
 
- เตรียมตัวให้พร้อม
 
ตั้งแต่ออกหนังสือมา มีน้องๆ เพื่อนๆ หลายคนพยายามจะมาถามผมว่า อยากเป็นนักเขียนบ้าง จะทำยังไงดี
หรือเคล็ดลับในการเขียนงานจะทำยังไงดี
ส่วนใหญ่ ถ้านาทีนั้นผมมีเวลาน้อยมากที่จะตอบ ผมก็จะตอบสั้นๆ ว่า "เริ่มเขียนได้แล้ว และเขียนให้เยอะๆ"
ถึงผมจะมีโอกาสออกหนังสือมาแล้วสามเล่ม แต่ผมก็ยังมั่นใจว่า ผมยังไม่ได้เก่งกาจอะไรมาก
ผมแค่บล็อกเกอร์ปากหมาคนนึงที่ทะลึ่งมีโอกาสดีกว่าคนอื่นเท่านั้นเอง
 
แต่สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าผมมีภาษีดีกว่าคนอื่นนึงคือ ผมมีวัตถุดิบอยู่แล้ว ถึงมันจะไม่ดีมาก แต่ก็มีปริมาณที่มากพอที่จะให้พี่บิ๊กบก. เลือกช้อป เลือกตอนที่ใช่ เลือกตอนที่ชอบ แล้วมาทำงานจากตรงนั้นต่อ
ตอนที่เริ่มทำหนังสือโรงแรม (สิ่งมีชีวิตฯ และ กรุณาฯ) ผมมีต้นฉบับในบล็อกมากกว่า 50 ตอน และเขียนเพิ่มอีก 5-6 ตอน
 
ฉนั้นถ้ายังไม่มีโอกาส จงเตรียมตัวเองให้พร้อมมากที่สุด
เพราะคุณไม่มีทางรู้ได้ว่า โอกาสจะมาหาคุณเมื่อไหร่
และส่วนใหญ่แล้ว ความเป็นไปได้ที่โอกาสจะไปหาคนที่พร้อมกว่านะครับ
อยากเป็นนักว่ายน้ำ แต่ไม่หัดว่ายน้ำ แล้วเมื่อไหร่จะมีคนชวนไปแข่งว่ายน้ำล่ะ?
 
 
 
- เขียนเยอะๆ
 
ถึงผมจะเขียนบล็อกมาร่วม 500 กว่าตอน แต่เชื่อผมซิว่างานเขียนในบล็อกกับงานเขียนหนังสือมันคนละโลกกันนะครับ เปรียบไปก็เหมือนไทยลีค กับกัลโช่ซีรีย์เอ ประมาณนั้น
วิธีแก้ง่ายๆ คือเขียนให้เยอะกว่าเดิม คิดให้เยอะกว่าเดิม ถือซะว่าการเขียนบล็อกคือการออกหนังสือหนึ่งตอน
และข้อดีที่สุดของการเขียนเยอะๆ คือ คุณจะรู้จักสไตล์งานตัวเอง
และข้อดีของการรู้จักสไตล์งานตัวเองคือ คุณจะรู้ตัวถ้าคุณเริ่มเขียนงานที่ไม่ใช่แนวคุณ
และคุณจะรู้ว่า งานแบบนี้คุณจะใช้เวลาเท่าไหร่ในการทำงาน
 
- เขียนเรื่องใกล้ตัว
 
หลายๆๆๆๆๆ คนยังคงเข้าใจว่า งานเขียนที่น่าสนใจคือพล็อตเรื่องที่โคตรฉีก โคตรแนว ไม่มีใครเคยทำ
เรื่องไซไฟที่มนุษย์โลกแต่งชุดโจงกะเบน แถบสีเขียวสะท้อนแสง ต่อสู้กับมนุษย์ต่างดาวที่ตดออกมาเป็นลูกปลาทอง ใช้ไม้กวาดดอกหญ้าเลเซอร์โดยมีท่าไม้ตายเป็นน้ำกล้วยปั่นที่สามารถละลายทุกสิ่งทุกอย่างได้
...อืม..กูจะเขียนให้ได้กระรอกอะไรขึ้นมาวะ
 
เอาใหม่ เทคสอง
หลายๆ คนยังคงเข้าใจว่า งานเขียนที่น่าสนใจคือพล็อตเรื่องที่โคตรฉีก โพดแม่มแนว ไม่เคยมีใครทำมาก่อน ใครได้อ่านรับรอง มีบรรลุโสดาบัน วิ่งไปกระโดดตึกใบหยกด้วยความตื่นเต้น
ซึ่งผมจะบอกว่า คิดได้อย่างนั้นมันก็ดี
แต่...ต้องไม่ลืมว่า เมื่อไหร่ที่คุณคิดเนื้อเรื่องที่แม่งโพดแม่มฉีกแล้วเนี่ย สิ่งที่คุณต้องเผชิญคือ ความเชื่อของคนอ่าน และถ้าคนอ่านไม่อินแล้วเนี่ย ไฟปิด เอวัง จบกัน
 
เอาเปรียบเทียบกันง่ายๆ
ลองนึกถึงหนังไทยที่พล็อกเหนือโลก มีมังกร งูยักษ์ เราเชื่อมันรึเปล่า เผลอๆ เราบันเทิงในการจับผิดมากกว่าซะอีก หรือกระทั่งหนังบู๊ไทย ที่เดี๋ยวนี้แค่กระโดดจากโต๊ะเพื่อถีบผู้ร้ายในระยะครึ่งเมตร แม่งยังต้องกระโดดตีลังกาเกลียวซะหลายรอบ (ผมเชื่อว่า ถ้าเอาหนังโทนี่จามา แล้วตัดฉากตีลังกาทั้งหมดออก หนังอาจจะเหลือแค่ประมาณ ครึ่งชั่วโมง)
 
มึงจะตีลังกาให้ได้กระรอกอะไรครับ?
ตกลงมึงบู๊สมจริงป่ะเนี่ย เวลาชาวบ้านต่อยกันในร้านคาราโอเกะเนี่ย เขามีตีลังกาต่อยปากกันไหม
 
สำหรับมือใหม่หัดเขียน เขียนเรื่องใกล้ตัวที่สุด
เอาเรื่องตัวเองมาเขียนเลยยิ่งดี
 
-อย่ากลัวที่จะเล่าเรื่อง
หลายๆ ที่เริ่มเขียนมักจะอาการกลัวว่า "เฮ้ยแม่งยาวขนาดนี้ จะมีคนอินเหรอวะ"
ซึ่งนั่นจะทำให้เกิดอาการเรื่องมันจะด้วนๆ รีบๆ เล่าชอบกล
ถ้าเรื่องมันตลก ก็จงค่อยๆ เล่า ค่อยๆ เร่งอารมณ์คนอ่าน ไม่ต้องรีบ
แต่คำว่า "ไม่ต้องรีบ" ในทีนี้ไม่ได้แปลว่าทำให้เรื่องมันยืดเยื้อม้วนต้วนนะครับ
ตราบใดที่เนื้อเรื่องมันยังเดินหน้าอยู่ เราก็ใช้เวลาเล่าไปครับ
 
ยกตัวอย่างเช่น 
จะเล่าเรื่องเช้านี้แมงปวดขี้ตอนอยู่บนทางด่วน
อาจจะมีท้าวความเล่าเรื่องอะไรสักอย่างเพื่อจุงอารมณ์คนดู
แล้วเล่าบรรยายกาศตอนเช้า
แล้วกระชากอารมณ์ด้วย เหตุการณ์ปวดขี้
ปิดเรื่องด้วยเหตุการณ์คลี่คลาย หรือ ขี้แตกตุงกางเกงก็ว่า
แต่เรื่องมันจะเริ่มยืดเยื้อขึ้นก็ตอนที่เราเสือกไปเล่าว่า พี่คนขับขึ้นทางด่วนด้วยสมาร์ทพาส ที่ถูกคิดค้นไว้โดยใครนำเข้าโดยรัฐบาลไหน ข้อดีและข้อเสีย เห้ย เล่าเรื่องขี้อยู่!!!
แต่ สำหรับใครที่มีตะบะแข็งกล้าแล้วภาษาที่เล่าเมามันส์เอาอยู่ก็ว่ากันอีกทีครับ
จัดเข้าไป
 
 
 
- อย่าสร้างตัวเองอีกคน
 
หลายๆๆ คนก็ยังเืชื่อว่า การเขียนหนังสือคือการโชว์พลังทัศนคติที่กลั่นกรองมาโดยเวลาจนตกผลึกเรียบร้อย
 
"ผมเชื่อว่าบางครั้งคนเราต้องอยู่กับตัวเอง เพื่อให้สติและร่างกายเรารวมกันเป็นหนึ่ง เพื่อที่จะทำให้อัตตาในตัวเรามันอ่อนลง ก่อนที่เราจะเพ่งคำนึงถึงเรื่องในกระแสธารแห่งอดีต ซึ่งอาจจะมีทั้งพริ้วไหว และหยาบกระด้าง ก่อนที่จะกลั่นทุกอย่างออกมาเป็นแก่นอณูแห่งตัวเราและวางมันไว้ เพื่อที่เราจะเริ่มต้นวันใหม่ได้อย่างเป็นตัวของเราเอง"
 
โหหหห...ไอ้เหี้ย...แค่เบ่งขี้เนี่ย มึงกะจะเอาซีไรต์กันเลยเรอะ!
เมื่อเช้าแม่งกูเบ่งขี้นานมาก ขี้แข็งเบ่งยากอย่างกับกูจะเบ่งวิญญาณออกมาทางรูตูด
จบ!
 
เป็นตัวเองให้มากที่สุด แล้วทุกอย่างจะดีเอง
คุณอาจจะมีสไตล์งานเขียนที่หล่อๆ ก็ดี ทำไปครับ
แต่ถ้ากำลังจะเริ่มเขียน จงอย่าพยายามหล่อ
จะทำอะไร เอาให้สุดก่อน
จัดให้เหี้ย แล้วมาหล่อ ดูหล่อกว่า ออกตัวหล่อแล้วมาเหี้ยนะครับ
ข้อดีของการที่เราไม่พยายามสร้างตัวเองใหม่ในงานเขียนคือ เราจะได้งานที่เป็นตัวเราเองจริงๆ
นี่คือภาษาของเรา วิธีของเรา
 
- อย่ารีบ
งานเขียนบางทีก็เหมือนการปวดขี้ คือต้องรอให้ทุกอย่างพร้อมแล้วไปนั่งเบ่งขี้ให้สบายอารมณ์
มีมะ ไม่รู้ทำอะไรอะ...ไปนั่งเบ่งขี้เล่นดีกว่า
เบ่งขี้เล่นอาจจะมีก็ไม่เป็นไร
แต่ไม่มีอะไรเขียน แล้วไปนั่งพยายามเขียน นอกจากจะเสียเวลาแล้ว ยังไม่สดอีกนะครับ
 
พี่บิ๊กเคยบอกว่า งานเขียนมีสองแบบ คืองานที่แม่งเขียนแบบขี้รั่ว อยู่ดีๆ ก็เขียนๆๆๆ ซัดรัวๆๆๆๆ
งานพวกนี้อาจจะไม่ค่อยดี แต่ขอโทษโคตรแม่มมันส์สุดดอก
อีกประเภท เราวางแผนไว้เรียบร้อย เริ่มแบบนี้ เดินเรื่องแบบนี้ ชูประเด็นนี้ หักมุมด้วยประเด็นนี้
ต่อด้วยมุกนี้ ก่อนที่จะตบท้ายแบบนี้
งานพวกนี้จะเป็นอารมณ์หนังชีวิตที่มีดนตรีบิวท์ดังขึ้นๆ จนฟิน แต่มันขาดอะไรบางอย่างไปนะ
หน้าที่ของคนเขียนคือทำให้มันพอดี
 
วิธีแก้ง่ายๆ คือ อย่ารีบ
เขียนอะไรได้แล้ว อย่ารีบไปให้คนอื่นดู เก็บไว้ก่อน เก็บไว้สักอาทิตย์นึง แล้วกลับมาอ่านใหม่
เราจะคิดอะไรขึ้นได้อีก เขียนเพิ่มเข้าไป หรือแก้ให้ดีขึ้น เก็บไว้อีก สามสี่วัน แล้วกลับมาอ่านใหม่
ถ้าอยากแก้ ก็แก้อีก เก็บไ้ว้อีก จนเรารู้สึกมันโอเคละ
ค่อยไปให้คนอื่นดู
 
วิธีไม่รีบนี้ก็เอามาประยุกต์ทำงานได้นะครับ ผมเรียกวิธีนี้เอาเองว่า เขียนแบบ layer
(layer เหมือน photoshop นั่นแหละ)
เช่นเรามีเรื่องหนึ่งเรื่องที่อยากเล่า แต่ไม่รู้จะทำยังไงกับมัน
เราเริ่มเขียนเรื่องเลยครับ เขียนเล่าแบบ 1 - 2 - 3 เอาให้ได้เริ่่มจนจบ - ได้หนึ่ง layer
จากนั้นเก็บมันไว้ ดองมันไว้
แล้วเราเพิ่มอีกชั้น เพิ่มรายละเอียดปลีกย่อยเข้าในเรื่อง เพิ่มมุกตลกเข้าไป เพิ่มเนื้อหาเข้าไป
เก็บมันไว้อีก ดองไว้
แล้วเราก็เพิ่มอีกชั้น อีกชั้น อีกชั้น จนเรารู้สึกพอใจกับมัน
แต่ไอ้การไม่รีบ ก็มีข้อจำกัดคือ อย่าทิ้งไว้นานเกิน มันจะไม่สด หรือเราเบื่อมันเอง
 
 
พอเราเริ่มเขียน และเขียนอย่างอยู่ตัวแล้ว ก็คือการสะสมงานให้ได้ปริมาณแล้วครับ
ผมไม่รู้ว่าหนังสือ 1 เล่มต้องการต้นฉบับขนาดไหน
แต่เท่าที่พี่บิ๊กเคยพูดๆ ให้ฟังก็คือ ต้นฉบับหนังสือหนึ่งเล่มควรจะมี 80หน้ากระดาษ A4 เป็นอย่างน้อย
หรือคิดให้ง่ายกว่านี้คือ 1หน้ากระดาษ A4 เท่ากับ 2 หน้ากระดาษหนังสือพ๊อกเก็ตบุ๊ค
 
อย่างที่บอกว่าผมโชคดีที่มีโอกาสมาเจอ ก็เลยทำให้ผมไม่เคยมีประสบการณ์ส่งต้นฉบับให้สำนักพิมพ์มาก่อน
แต่เท่าที่เคยฟังพี่บิ๊กบ่นๆ มาก็คือสำนักพิมพ์ต้องการต้นฉบับดังต่อไปนี้ (เท่าที่ผมจำได้นะ)
 
1. ส่งต้นฉบับที่เขียนเสร็จแล้วทั้งหมดเป็นกระดาษ และที่สำคัญที่สุด เขียนเนื้อเรื่องย่อไว้ให้มาตังหาก
คิดดูครับ ถ้าต้นฉบับคุณเป็นเรื่องรัก ที่แม่งจะค่อยๆ พีคขึ้นมา และพีคสนุกสุดโคตรแม่งน้ำตาแตกตาย ที่หน้า 30 เป็นต้นไป..คุณคิดว่าสำนักพิมพ์ที่วันๆ นึงมีต้นฉบับส่งมาทีละเยอะๆ เขาจะมาอดทนอ่านถึงหน้าที่ 30 ไหม?
เพราะงั้น ง่ายสุด เขียนสรุปเรื่องย่อมาให้ด้วย
 
2. มีชื่อที่อยู่ติดต่อได้ด้วยครับ อย่าคิดว่าตรงซองมีชื่อที่อยู่แล้ว สำนักพิมพ์ก็น่าจะมาดูที่ซองจดหมายเองดิ
เขียนเพิ่มนิดนึงตรงต้นฉบับก็ดีนะแก ไหนๆ ก็ส่งไปให้เค้าอ่านแล้วนี่
 
 
ทีนี้เรื่องมันจะเป็นยังไงต่อแล้วก็ไม่รู้ ตัดวูบมาตรงที่จะทำต้นฉบับละกันเนอะ
นักเขียนแต่ละคนอาจมีวิธีไม่เหมือนกัน แต่อันนี้ขอยกตัวอย่างของ...
 
หนังสือเล่มใหม่ของผม "ซากะ อาโออิ: สิ่งมีชีวิตในเจแปน"
 
 
1. ทำต้นฉบับ
ถึงผมจะเคยออกหนังสือกับอะบุ๊คแล้วยังไงบ้าง ก่อนเริ่มเล่มใหม่ ผมก็ยังคิดว่า เราควรจะไปถามสำนักพิมพ์ก่อนว่า เราจะเขียนเรื่องแบบนี้นะ เรื่องประมาณนี้นะ ต้องการไหม หรือว่าควรจะมีประเด็นไหนอีกที่ควรจะทำ
พอพี่บิ๊กคิดว่า น่าสนใจดี เราก็เข้าสู่การทำต้นฉบับ
 
จัดการตามข้อข้างบนเลยครับ เขียน เขียน เขียน อ่าน อ่าน อ่าน เขียนอ่านเขียน และเขียน
ในกรณีของซากะ อาโออินี้เนี่ย ทั้งหมดเป็นเรื่องที่ไม่เคยเขียนลงบล็อกมาก่อน และเป็นเรื่องที่ผมเขียนทั้งๆ ที่ไม่ค่อยมีเวลา มันก็เลยทำให้ต้นฉบับเรื่องนี้กินเวลาไปเกือบปีในการเขียน (ตั้งแต่เดือนมีนาคมปีที่แล้ว ถึง ธันวาคมปีที่แล้ว)
และเนื่องจากผมไม่เคยเขียนหนังสือแนวนี้มาก่อน ก็เลยทำให้ยิ่งเสียเวลาในการปรับแก้ให้จนกว่าตัวผมเองจะพอใจต้นฉบับตัวเอง และพอทุกอย่างเขียนจนเข้าที่เข้าทางแล้ว ผมก็จัดการวางมันไว้เฉยๆ ซักอาทิตย์สองอาทิตย์
แล้วกลับมาอ่านมันอีกรอบ แก้อีกรอบ อ่านอีกรอบ แก้อีกรอบ
จนเราคิดว่าเราอ่านทั้งหมดได้โดยที่ไม่ติดขัดอะไร
 
- ถึงไม่รีบ แต่อย่าสบายเกิน
ถึงตรงนี้เพื่อให้ตัวเราเองไม่สบายจนทำให้หละหลวมเกินไปจนทำให้คนอื่นเดือดร้อนเพราะรอต้นฉบับเรา
ถึงงานช่วงนี้จะไม่มีเดดไลน์ แต่ก็อย่านิ่งนอนใจครับ คำว่าเดดไลน์มันก็เหมือนงูที่ซุ่มอยู่เงียบๆ ในพงหญ้าคอยที่จะออกฉกเราได้เสมอ เพราะงั้น...ไม่ควรประมาท
 
เราก็ควรที่จะมีเดดไลน์ให้ัตัวเองครับ เช่นกะไว้เลยว่าทุกอย่างจะต้องเสร็จภายในวันนี้เท่านั้น ไม่งั้นบ้านบึ้ม (เออ นั่นแหละ...บ้านของตัวเองนี่แหละครับ)
หรือถ้าคิดว่าวิธีการตั้งเดดไลน์เองจะดูอำมหิตระเบิดพลีชีพไปนิดนึง
ใจไม่โหดเหี้ยมพอที่จะทำ เราก็ให้คนมาไล่จี้เราครับ
เช่น กรณีผม พอต้นฉบับเสร็จไปได้สัก 90% ผมก็บอกพี่บิ๊กว่าจะเสร็จแล้ว ต้องการทั้งหมดวันไหน
แล้วก็จัดแจงซุมไฟลนตูดตัวเองอย่างบรรจงที่สุด
 
ถ้าเราทำต้นฉบับเสร็จหมดแล้ว พอใจแล้วก็ส่งได้เลย แต่ถ้ายังรู้สึกว่า มันยังไม่ใช่ มันยังไม่สุดหรือมันน่าจะทำได้มากกว่าซิน่า เราก็จัดแจงดองต้นฉบับก่อนครับ แล้วค่อยกลับมาอ่านอีกรอบ แต่ต้องอยู่ในเดดไลน์นะ
พอส่งต้นฉบับทั้งหมดแล้ว ก็เข้าสู่กระบวนการที่ทำร่วมกับสำนักพิมพ์
 
 
- ยิ่งแก้ ยิ่งเยอะ
สำนักพิมพ์ก็จะเอาต้นฉบับเราไปอ่าน แก้คำผิดต่างๆ และเริ่มคอมเม้นต์ เช่นตอนนี้ยังไม่ถึง ตอนนี้ยังไม่โดน
ช่วงไหนควรแก้ ช่วงไหนควรลดเพราะเยอะไป
อย่างหนังสือโรงแรมที่เคยทำ มีตอนที่แก้กันซะจน ตกลงว่า ตัดทิ้งมันเลย อย่าเอาไปลงหนังสือเลยละกัน เพราะยิ่งแก้ ก็ยิ่งยาก
 
อย่างอะบุ๊คเองค่อนข้างจะปล่อยเรื่องภาษาคำหยาบ แต่ก็จะมีบางคำที่พี่บิ๊กไม่ปล่อย อันนี้ก็ต้องหาคำอื่นมาแทนที่ยังได้อารมณ์ช่วงนั้นเหมือนเดิม
หรือกระทั่งประเด็นนี้ไม่ควรเล่นว่ะ (ถึงจะเล่นมาในบล็อกแล้วก็ตาม) เพราะอาจจะมีปัญหาก่อดราม่าขึ้นมาได้
ท่อนนั้นทั้งท่อนก็จะแก้ไข หรือถ้าแก้แล้ว ไม่ไ้ด้ฟิลเหมือนเดิม ก็ตัดทิ้งไปเลยครับ
 
พออีดิทแรกที่สำนักพิมพ์รับไปดูและส่งกลับมาแก้เสร็จไปแล้ว
ก็จะเข้าสู่อีดิทต่อไปที่จะลงรายละเอียดมากกว่าเดิม ที่นี้จะเจาะเป็นคำๆ ด้วยซ้ำมั้ง
เช่นมุขนี้คำนี้เปลี่ยน เพราะยังไม่ถึง
หรือมุขนี้ประโยคเคยเล่นมาแล้ว ควรเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น
 
ช่วงนี้จะถือว่ายากก็ยากนะครับ เพราะบางทีไอ้การหาคำหนึ่งคำมาแทนค่าให้เท่าๆ กับคำเดิมและให้ได้อารมณ์เดิม มันก็ยากเหมือนกันนะ หรืออย่างเช่น
ย่อหน้านี้ กับย่อหน้านี้ มันดูเหมือนยังไม่เชื่อมกันเท่าไหร่ ไปหาทางแก้มาซิ
อืม....ก็ต้องเขียนเพิ่มให้ลงตัวกันมากขึ้น และต้องไม่ออกทะเลด้วย
 
ส่วนใหญ่อีดิทนี้ผ่านไป ก็ไม่ค่อยมีปัญหาอะไรแล้วแหละ
ปัญหาต่อมาที่จะเจอก็คือ ชื่อหนังสือ...
 
- ชื่อหนังสือ
ชื่อหนังสือเป็นอะไรที่โคตรแม่มจะยาก
ในการคิดชื่อหนังสือหนึ่งชื่อ มันอาจจะใช้เวลาเท่าๆ กับกระบวนการทำต้นฉบับทั้งหมดรวมกันก็ได้
อย่างที่รู้ๆ กันอยู่ว่าชื่อหนังสือก็เหมือนกับชื่อหนัง ควรจะโดน เก็ท กระชับ น่ารัก จักรวาลซากอ้อย กระรอกเกาะ
 
ยกตัวอย่าง "กรุณาอย่ารบกวน"
ชื่อนี้ได้มาโดยพี่บิ๊กตอนตี 3 ของเช้าวันที่ต้องสรุปชื่อหนังสือแล้ว
 
 
ยกตัวอย่าง "สิ่งมีชีวิตในโรงแรม"
นั่นก็ได้มาโดยพี่บิ๊กอีกนั่นแหละในวินาทีสุดท้ายเช่นกัน
 
ยกเว้น "ตะคริว ณ นิ่วใจ"
ที่ชื่อหนังสือ ได้ออกมาก่อนที่มีเรื่องทั้งหมดซะอีก (ฮา)
 
สรุปคือชื่อหนังสือสำหรับผม เป็นอะไรที่โพดแม่มยากมากที่จะคิดออกมาได้ ก็เล่นเอาจะวันสุดท้ายๆ ของการทำต้นฉบับ
พอพ้นช่วงนี้ไปแล้วก็เ้ข้าสู่กระบวนการทำภาพประกอบต่างๆ หน้าปกอาร์ตเวิร์ค
 
ระหว่างนี้เราก็ได้แต่นั่งลุ้นไปว่าหนังสือของเราหน้าตาจะเป็นอย่างไร
ออกขายแล้วจะมีคนซื้อไหม
คนซื้อแล้วจะมีคนด่าเราไหม
 
มันลุ้นดีนะ
 
 
;-p
 
 
 
อนึ่ง...ตอนนี้หนังสือเล่มใหม่ของวิชัย "ซากะ อาโออิ: สิ่งมีชีวิตในเจแปน"
เข้าสู่โรงพิมพ์เรียบร้อยแล้วนะครับ
พบกันได้ครั้งแรกที่สัปดาห์หนังสือปลายเดือนมีนาคมนะ
 
รายละเอียดติดตามกันต่อไป
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

Comment

Comment:

Tweet

สอยมาแล้วครับ คิดว่าซื้อเร็วแล้วนะ ยังได้พิมพ์ครั้งที่ 3
แสดงว่าของเค้าดีจริงๆ Hot!

#54 By epruek on 2011-07-17 16:18

อ่านซากะก่อนนอนอ่ะพี่วิชัย อ่านวันละบท สองบททุกคืนเลย 555

#53 By satchan on 2011-05-16 21:36

ป้าบ ...เจ๋งออดออดเลยHot!

#52 By ดินเหนียว on 2011-04-05 01:08

ได้ ซากะ มาครอบครองแล้ว

พี่เขียนสนุกมาก Hot!
เกบตังซื้อHot!
มาเข้าคิวรอซื้อ ^^

#49 By [M]och on 2011-03-04 22:05

Hot!
ซื้อ!

#48 By pladow on 2011-03-04 18:34

ขอให้ขายดีเป็นเล่มที่ 4 ค่ะ!big smile

#47 By iDoi* on 2011-03-04 18:06

คุณแว่นเขียนหนังสือสนุกมากค่ะ คอนเฟิร์ม

#46 By คุณบิ๋ม on 2011-03-04 09:59

อ่านแล้วปวดขี้ขึ้นมาตะหงิด ๆ

Hot!

#45 By Dhammasarokikku on 2011-03-04 07:57

หล่อเลยทีเดียว question
ขอบคุณที่แนะนำนะครับ โดนโพดๆ แล้วจะนำไปใช้นะฮะ

#44 By Beer's on 2011-03-04 00:03

เท่มาก! ♥

Hot!

#43 By HineyHelsinki on 2011-03-03 20:57

Hot! คำแนะนำเยี่ยมมากครับ

#42 By Eddy on 2011-03-03 20:53

อ่านแล้วชอบเลยค่ะ สนุกมาก มีประโยชน์ด้วย
ขอบคุณนะคะcry Hot! Hot! Hot!

#41 By ICEgotcha! on 2011-03-03 18:32

ดีใจด้วยนะคะ แล้วจะรออุดหนุน big smile
Hot!

#40 By SoM-O on 2011-03-03 16:03

รอซื้อหนังสือเล่มใหม่ของพี่วิชัย อิอิ
ซื้อมาอ่านทุกเล่มแล้ววค่าาา

#39 By ☆ AthenaJY ψ(`∇´)ψ on 2011-03-03 13:02

ชอบสำนวนพี่มาก หล่อโฉดได้ใจ

เอ็นทรีนี้เป็นประโยชน์มากๆเลย >w<

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#38 By A r c h i r a on 2011-03-03 12:27

Hot! big smile

#37 By ❤NoRWAN❤ on 2011-03-03 12:06

เป็นเอนทรี่
ที่มีประโยชน์ดีจริงๆ ค่ะ

ชอบ

#36 By : : p l o y d : : on 2011-03-03 11:26

เยี่ยมครับHot! Hot! Hot! Hot! Hot!
Hot! Hot! Hot! Hot!

มีประโยชน์มากครับ สำหรับ เจ้ามิ้วๆ ที่อยากเป็นนักเขียนอะนะ

#34 By วิหคสีคราม on 2011-03-03 10:57

Hot! ซักเล่มด้วยคน

#33 By Tide on 2011-03-02 23:40

มีประโยชน์จริงๆ ครับ! Hot! Hot!

#32 By Pigwidgeon on 2011-03-02 23:00

ความรู้ให้ลึ่ม Hot!

#31 By GUMBEAR on 2011-03-02 21:28

ขอบคุณครับสำหรับข้อแนะนำดีดีในการเขียน

ขอให้หนังสือขายดีนะครับHot!

#30 By Clepsydra:: on 2011-03-02 21:13

Hot! โยนดาว...
เอนทรีนี้เจ๋งมาก
แต่เป็นคนเขียนสดได้ไม่ดีเลย...งานเขียนตอนนี้เลยดองจนเปื่อย เอ้ย ผิดประเด็นละ

ขอให้หนังสือเล่มใหม่ขายดีๆนะ ^^big smile

#29 By Mill's Looking Glass on 2011-03-02 21:03

big smile Hot!

#28 By นักรบ on 2011-03-02 20:53

จะรอหนังสือใหม่ค่ะ!!!
ขอบคุณสำหรับคำแนะนำด้วยนะคะ...มีประโยชน์อย่างมากค่ะ โดนใจหลายช็อตHot! Hot!

#27 By 「AKARI*」 : Interviewer on 2011-03-02 20:12

ขอบคุณสำหรับคำแนะนำค่ะbig smile

#26 By ลอร์ด ออฟ The Eve on 2011-03-02 20:09

เย้

#25 By orng on 2011-03-02 20:01

ดีใจด้วยนะคะ อยากเห็นปกจัง confused smile

#24 By sorbet* on 2011-03-02 19:38

big smile Hot!

#23 By B.Lucky:dream on on 2011-03-02 19:36

เอนทรี่นี้หล่อมาก!!! Hot!

ชอบแนวทางแล้วก็อธิบายแบบพี่ดีค่ะ cry

อ่านแล้วอยากเข้าห้องน้ำดี
Hot! Hot!

เริ่มเขียนอยู่ครับ :)

#21 By iamdozenist on 2011-03-02 18:23

ว่าจะหยิบเรื่องใกล้ตัวมาเขียน แต่ยังไม่เริ่มซะที ประเดิมงานนิยายไปหลายเรื่องลงเด็กดีแต่ก็เป็นฟิค ตีพิมพ์ไม่ได้ เฮ่อ รออ่านหนังสือพี่แว่นอยู่ Hot!

#20 By iarbuckle on 2011-03-02 18:16

รออ่านอย่างใจจดใจจ่อครับ Hot!

ปล.อ่านเอนทรี่นี้ได้แนวทางที่จะำนำไปใช้หลายเรื่องเลยครับ confused smile

#19 By Faith on 2011-03-02 18:05

หูย.. ขอบคุณครับ สำหรับคำแนะนำ.. _/\_
Hot!
สั่งซื้อกับอะบุค หรือกับนักเขียนโดยตรงพร้อมลายเซ็นได้ไหม พอดีช่วงนี้จนไม่ม่ตังค่าเดินทางออกไปซื้อHot! big smile

#17 By ขุนกระบี่ on 2011-03-02 17:44

Hot! Hot!

สุดยอดเลยพี่
ได้ความรู้อัดแน่นเปรี๊ยะ !!

#16 By เลิศสุนทร on 2011-03-02 15:37

แล้วจะรออุดหนุน cry

#15 By Ellebazi on 2011-03-02 15:09

ขณะอ่านไป ใจก็ "หนังสือออกใหม่ หนังสือออกใหม่" ฮ่าฮ่า

#14 By iPoravee on 2011-03-02 15:06

Hot! Hot!

#13 By นายอะติม on 2011-03-02 14:49

Hot! Hot! ความรู้จัดเต็มเลยค่ะ ฮ่าา

#12 By ป้าแอ๊นจ้า on 2011-03-02 14:41

เขียนฮาวทูได้สนุกมากค่ะ เป็นการโปรโมตหนังสือที่เนียนมากด้วย 555++ confused smile confused smile confused smile Hot! Hot! Hot!

อ่านแล้วคันมือ อยากเขียนอะไรขึ้นมาตะหงิดๆ double wink
ขอบคุณสำหรับคำแนะนำคร้าบcry cry cry cry

มีประโยชน์อย่างยิ่งยวด

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#10 By TaNBaBa on 2011-03-02 14:08

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#9 By Art Jeeno on 2011-03-02 13:40

แต่เก่งจังค่ะ มีหนังสือตั้งสามเล่มแล้วbig smile

#8 By นกจร on 2011-03-02 13:27

เห็นด้วยทุกประเด็นครับพี่
รออ่านเอนทรี่นี้มานานแล้ว
นักอยากเขียนทั้งหลายจะได้เอาไปใช้
Hot! Hot! Hot!

ปล. มีนาคมนี้จะเป็นครั้งแรกที่ผมซื้อหนังสือพี่นะ
เพราะแต่ก่อนอยู่อะบุ๊กมันไม่ต้องซื้ออะ ฮ่าๆ
ได้ความรู้มาก แต่ยาวจังอ่านยังไม่จบเลย 555

แต่ไอ้ "อย่าสร้างตัวเองขึ้นมาอีกคน" กระทบใจอย่างแรง

#6 By นกจร on 2011-03-02 13:26

Hot!

#5 By AMPO NOI on 2011-03-02 13:12